เรื่องสโนว์ไวท์กับแม่เลี้ยงใจร้าย

Posted on 1 กรกฎาคม 20201 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับเรื่องราวของ สโนว์ไวท์ ซึ่งได้เป็นเจ้าหญิงที่ได้อยู่กับคนแคระทั้ง7แล้วก็ได้ช่วยเหลือให้ได้เจอกับเจ้าชาย ซึ่งสโนว์ไวท์เราก็ได้ดูซึ่งได้เป็นการ์ดตูนที่น่ารัก โดยเนื้อเรื่องเขาได้สรุปมาไว้แล้วว่า สโนว์ไวท์ เธอได้อยู่กับแม่เลี้ยงใจร้ายแล้วแม่เลี้ยงใจร้ายก็ได้ไปอิจฉาสโนว์ไวท์จึงได้วางแผนให้นายพรานพาเธอไปฆ่าในป่าทึบจากนั้นให้นำเอาหัวใจเธอกลับมา

เพื่อให้ดูเป็นหลักฐานแต่นายพรานได้กลับปล่อยสโนว์ไวท์ เธอได้หนีไปที่บ้านคนแคระทั้ง7พอแม่เลี้ยงได้ทราบข่าวว่าสโนว์ไวท์นั้นยังมีชีวิตอยู่แม่เลี้ยงก็เลยได้ปลอมตัวเป็นหญิงชราเพื่อเอาแอปเปิ้ลพิษเอาไปให้เธอกินและสโนว์ไวท์ก็ได้กินเข้าไปจนทำให้เธอนั้นได้หลับไปในโลงแก้วในระยะเวลานานมาก จนวันหนึ่งในมีเจ้าชายผ่านมาและได้จูบสโนว์ไวท์

เพื่อที่จะดูดเอาพิษออกจากนั้นก็ทำให้สโนว์ไวท์ฟื้นขึ้นมากและได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ถ้าเอาในโลกของความเป็นจริงนี่คือต้นฉบับของสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง7

โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ ว่ากันว่าพระน้องในตระกูลกริมม์เคยคิดที่จะเอาโครงเรื่องนิทานเรื่องนี้เอามาแต่งให้มันเป็นเอกลักษณ์รสชาติเดิมเอาไว้แต่ทางสำนักพิมพ์เขาได้บอกว่าเอาไปแต่งใหม่จะดีกว่าเพราะว่าเนื้อหามันไม่เหมาะกับเยาวชนเพราะมันได้มีความรุนแรงและโหดร้ายทารุณกรรมsexก่อนที่จะถูกแปลงให้สะอาดแล้วเปลี่ยนเนื้อหาที่รุนแรงออกไป

ซึ่งเราฟังแล้วเราก็ตกใจอยู่เหมือนกันแสดงว่าสโนว์ไวท์ที่เราเห็นว่ามีการจูบพิษกิบแอปเปิ้ลที่มีพิษแล้วหลับไปตื่นขึ้นมาพร้อมกับเจ้าชายซึ่งเป็นเนื้อเรื่องโลกสวยหรือเราก็พึ่งจะรู้และเนื้อเรื่องจริงๆแล้วมันเป็นยังไงเขาได้บอกว่าสโนว์ไวท์ได้เป็นนิทานที่ได้ถูกแต่งมาจากโครงเรื่องจริงของรัสเซียโดยสโนว์ไวท์ได้เป็นหญิงสาวรูปงามผิวขาวปากแดงผมดำตามแบบฉบับสาวรัสเซียเธอได้มีแม่เลี้ยงที่ใจร้ายและในตำนานเขาได้บอกว่าแม่เลี้ยงนั้น

สวยงามเพียงแค่แก่กว่าสโนว์ไวท์แค่นั้นเองและแม่เลี้ยงของเธอก็ได้แต่งงานกับพระบิดาของเธอจึงทำให้เธอเก็บกดมากเนื่องจากแม่เลี้ยงใจร้ายแย้งความรักไปจากพ่อจนหมดแถมตัวเองก็กลายมาเป็นคนใช้ในวังศ์แทที่สโนว์ไวท์จะมีสิทธิ์ที่จะครองราชต่อพระบิดาในสายตาของสโนว์ไวท์ได้มองแม่เลี้ยงเป็นแม่มดอาบใช้คาถาทำเสน่ห์ทำให้พ่อตนเองหลงไหล

แต่ความเป็นจริงแล้วแม่เลี้ยงของสโนว์ไวท์ไม่ใช่แม่มดแต่อย่างใดแต่เป็นคำประนามจึงทำให้ถูกเผาทั้งเป็นอีกทั้งยังเป็นความแก้แค้นของสโนว์ไวท์อีกด้วยเพราะแม่เลี้ยงใจดำมากได้ไปจ้างนายพรานพาเธอไปฆ่าและก็เอาหัวใจมาให้ดูเป็นหลักฐาน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

ตำนานของต้นมณีโคตร

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

วันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับต้นมณีโคตรต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ครพระเพ็งหนึ่งเดียวในโลกต้นชี้ตายปลายชี้เป็นที่เราได้หาข้อมูลมาให้ทุกคนได้ศึกษาหาข้อมูลกันไปรับชนกันได้เลย

น้ำตกครพระเพ็งได้เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งแขวงจำปาสัก ที่ สปป.ลาว ถึงแม้ว่าจะเรียกกันว่าน้ำตกแต่แท้ที่จริงแล้ว ครพระเพ็ง นั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขง ซึ่งในคำว่า คร ในภาษาลาว ก็จะหมายถึงคำว่าแก่งนั่นเอง โดยครพระเพ็งนั้นก็ได้ถือว่าเป็นครหรือว่าได้เป็นแก่งที่มีขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมากที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขงและในส่วนของพระเพ็งนั้น

ก็จะมีความหมายก็คือ คืนพระจันททร์วันเพ็ง  ซึ่งตรงจุดที่เป็นแก่งของครพระเพ็งก็เป็นแก่งที่ได้มีขนาดที่ใหญ่อีกทั้งที่แก่งแห่งนี้ก็ยังได้มีระดับความสูงกว่า10เมตร จึงทำให้สายน้ำโขงที่ได้ไหลมาที่ตรงนี้ถือว่าน้ำเชียวกรากและเมื่อน้ำได้ไหลลงไปกระทบกับหินที่ได้อยู่ด้านล่างนั้นอย่างแรงที่ได้กลายมาเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่งามตา

จนได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกแห่งเอเชีย เนื่องจากความสวยงามที่อลังการงามตาแล้วก็ยังได้มีอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญที่ได้มีอยู่คู่กับครพระเพ็งก็คือต้นมณีโคตรหรือมณีโคตรในภาษาลาว ซึ่งได้มีอายุเก่าแก่และยังได้สันนิษฐานกันอีกว่าต้นมณีโคตรนั้นน่าจะมีอายุเป็นร้อยปีหรือไม่ก็อาจจะถึงพันปีที่ได้ขึ้นต้นอยู่กลางแก่งของแม่น้ำโขง ซึ่งคนในประเทศลาวได้ถือว่าให้เป็นต้นไม้ที่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์และยังได้เชื่อว่าต้นมณีนั้นได้มีเพียงแค่ต้นเดียวในโลก

ทั้งนี้ในตำนานก็ยังได้เรียกว่าเป็นต้นชี้ตายปลายชี้เป็น โดยถ้าหากว่าใครที่ได้นำเอาที่ด้านหัวขอกิ่งชี้ไปที่ใครบุคคลนั้นก็จะตายและถ้าหากว่าได้เอาด้านปลายของกิ่งชี้ได้ที่คนตายบุคคลที่ตายนั้นก็จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้ สำหรับแกนของกิ่งต้นมณีโคตรถ้าหากได้ตัดออกมาดูแล้วมันจะมีสามสีด้วยกันจะออกสีนวนเหมือนกับไข่ไก่สีม่วงและสีชมพูที่ได้เป็นชื่อที่มาของต้นมณีโคตร สำหรับต้นมณีโคตรต้นนี้หากใครที่ได้มองอีกมุมหนึ่งก็จะมีรูปร่างลักษณะที่ดูคล้ายกันกับเขาควาย

ซึ่งมันจะมีอยู่สามกิ่งหลักๆกิ่นด้านหนึ่งจะหันไปทางฝั่งประเทศลาวอีกทั้งคนลาวก็ยังได้เชื่ออีกว่าใครคนใดที่ได้รับประทานผลที่ได้ออกมาจากกิ่งนี้จะมีความแก่ชรามากขึ้นและอีกกิ่งหนึ่งได้หันไปทางฝั่งเขรมหากใครที่หลงไปรับประทานเข้าจะกลายเป็นลิงและอีกหนึ่งกิ่งได้หันมาทางฝั่งประเทศไทยหากใครที่ได้รับประทานผลของกิ่งนี้ก็จะหนุ่มขึ้นบางคนก็บอกว่าไม่ว่าจะกินกิ่งไหนก็จะมีพลังที่เหนอมนุษย์ทั้งยังเชื่อกันอีกว่าปลายกิ่งของทั้งสามนั้นจะเจริญเป็นมรดกแห่งอินโดจีน

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานอำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

   อำเภอตากใบนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ทางภาคใต้เลยคนสมัยโบราณนั้นได้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานอำเภอตากใบว่าเหตุผลที่ต้องเรียกอำเภอนี้ว่าปากใบนั้นมาจากสาเหตุอะไรซึ่งคนแก่ในสมัยโบราณได้บอกว่าเรื่องราวที่เป็นตำนานนี้มีเรื่องเล่ามามากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่อยุธยายังคงรุ่งเรืองมีพ่อค้าจากชาวจีนล่องเรือมาค้าขายกับที่ประเทศไทยนั้นค่อนข้างเยอะสำหรับตำนานของตากใบนั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้มีการนำสินค้าจากเมืองจีนไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามหรือเครื่องเบญจรงค์ต่างๆ

นำมาขายที่เมืองไทยโดยในเดือนนั้นก็จะมีการบรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมากทั้งเครื่องปั้นดินเผารวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆโดยหวังว่าจะนำสินค้านั้นมาขายที่ประเทศไทยตรงบริเวณแหลมมลายูแต่อย่างไรก็ตามในขณะที่เรือกำลังล่องมากลางทะเลอยู่โดยเรือนั้นใกล้จะมาถึงบริเวณปากอ่าวของประเทศไทยทางด้านตอนใต้อยู่แล้วแต่อยู่ๆก็มีลมทะเลพัดแรงขึ้น

มาทำให้มีขึ้นลงและคลื่นลมแรงนี่เองที่ส่งผลทำให้เรือได้รับความเสียหายพ่อค้าชาวจีนที่เป็นเจ้าของสินค้าบนเรือจึงได้สั่งให้ไส้กรองนั้นทำการปลดใบเรือลงมาเพื่อป้องกันใบเหลืองเสียหายแต่อย่างไรก็ตามเพราะคลื่นลมที่แรงมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้เหลือนั้นจมลงอยู่ภายใต้ทะเลแต่ว่าพ่อค้าชาวจีนรวมถึงไต้ก๋งและคนอื่นๆที่เป็นรูปเรือต่างก็พากันว่ายน้ำช่วยเหลือตนเองพยายามพากันขึ้นฝั่งซึ่งสามารถที่จะว่ายน้ำมาถึงเกาะแห่งหนึ่งและเมื่อขึ้นมาบนเกาะได้พวกเขานั้นก็เห็นว่าเกาะแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์มีต้นไม้

เยอะเขาจึงได้พากันถอดเสื้อผ้าที่เปียกปากแถวตามกิ่งไม้รวมถึงไปขนของที่น้ำนั้นพัดเข้าฝั่งมานำไปตากรวมถึงใบเรือที่มีการปลดล็อคเอาไว้ก็เอาไปตากด้วยอย่างไรก็ตามที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้างแต่เป็นเกาะที่มีคนอาศัยอยู่และได้มีชาวมลายูคนหนึ่งไปทำการตัดกิ่งไม้ซึ่งบังเอิญว่าต้นไม้ที่เขาตัดนั้นอยู่ใกล้กับเสื้อผ้าที่ชาวจีนนั้นนำมาตากด้วยความโลภ

อยากจะได้เขาจึงไปตัดกิ่งไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่แต่บังเอิญว่าชาวจีนและลูกน้องนั้นมาเห็นเข้าจึงได้ร้องโวยวายขึ้นซึ่งชาวมลายูก็ได้ขอโทษชาวจีนไปและสัญญาว่าจะไม่ทำอีกทำให้ชาวจีนนั้นให้อภัยชายคนดังกล่าวหลังจากนั้นชาวจีนก็อาศัยอยู่ที่บนเกาะแห่งนั้นเรื่อยมาจนต่อมาก็มีเรือของชาวจีนนำสินค้ามาขายมากมายชาวจีนจึงได้มีการซื้อสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ

และก็อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งตรงบริเวณที่ชาวจีนมาอาศัยอยู่นั้นเขาได้มีการตั้งชื่อไว้ว่าตากใบซึ่งมีชื่อ ที่ เขานั้นได้นำใบเรือมาตากนั่นเองในปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นวัตถุโบราณต่างๆที่ขนมาจากเมืองจีนและประสบอุบัติเหตุทางเรือถูกนำมาแสดงโชว์ไว้ที่วัดชลธาราสิงเหซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปดูข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณก็สามารถไปหาดูกันได้ที่วัดได้เลย 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ตำนานภูกระดึง

Posted on 28 มิถุนายน 202028 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

        ภูกระดึงเปรียบได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนั้นมักนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะไปท่องเที่ยวกันในช่วงฤดูหนาวเพื่อต้องการไปสัมผัสกับบรรยากาศที่เย็นสบายและสดชื่นเนื่องจากที่ภูกระดึงแห่งนี้จะมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะและเต็มไปด้วยป่าเขาแน่นอนว่าเมื่อมีภูเขามีป่าก็ต้องมีตำนานที่ลึกลับ ให้เรานั้นได้ลองค้นคว้าดู

สำหรับชื่อของคำว่าภูกระดึงนั้นความหมายของมันก็คือระฆัง หรือชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่ากระดิ่งซึ่งตามตำนานมีการเล่าถึงเรื่องราวการเกิดชื่อของภูกระดึงมีว่าในสมัยโบราณนั้นที่ภูเขาลูกนี้ชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงระฆังดังอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้านต่างก็เชื่อกันว่าที่ภูกระดึงนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของคนในหมู่บ้านเมืองลับแลหรือที่เรียกกันว่า

หมู่บ้านผีบังบดโดยชาวบ้านเล่ากันว่าเสียงระฆังที่พวกเขาได้ยินนั้น มักจะได้ยินเฉพาะในช่วงที่เป็นวันพระเท่านั้น ซึ่งปู่ย่าตายายมักจะบอกลูกหลานของตนเองว่าเสียงระฆังที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงระฆังของพระอินทร์ส่วนหมู่บ้านบังบดนั้น คนธรรมดาจะไม่สามารถมองเห็นหมู่บ้านนี้ได้แล้วจะหาใครเดินทางไปเข้าใกล้หมู่บ้านนี้ว่าจะทำให้หมู่บ้านนี้อันตรธานหายไปจากสายตาทันที ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านนั้นมองเห็นเป็นป่าแทน มีเรื่องเล่ากันว่าประมาณปีพ.ศ 2348 

ได้มีพรานป่าคนหนึ่ง ได้เดินทางมาจากนครจำปาสักดิบประเทศลาว และเมื่อเดินทางมาเรื่อยๆเขาก็เจอผืนป่าแห่งหนึ่งซึ่งมองว่ามีความอุดมสมบูรณ์จึงได้มีการชักชวนให้ญาติพี่น้องของเขา มาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นี่ซึ่งปัจจุบันนั้นก็คือผานกเค้านั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ตรงบริเวณผานกเค้านั้นจะเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวพากันไปต่อรถเพื่อจะเดินทางขึ้นภูกระดึงนั่นเอง

มีอยู่มาวันหนึ่งนายพรานคนดังกล่าวนั้นได้ออกไปหาอาหารป่าเขาได้เดินทางไปพบกับพื้นป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ว่ามีสัตว์ป่าน้อยใหญ่กำลังหากินอยู่และเมื่อสัตว์หันมาเห็นเขาก็ไม่ได้เกิดความกลัวแต่อย่างใด และด้วยสัญชาตญาณของพรานป่าแล้วเขาจะรู้ดีว่าหากสัตว์ป่าตัวไหนไม่เกิดความกลัวคนแสดงว่าสัตว์นั้นอาจจะเป็นสัตว์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาจึงไม่กล้าที่จะทำการฆ่าสัตว์ตัวไหนเลย

และกลับมาที่บ้านพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับญาติของเขาฟัง อย่างไรก็ตามป่าที่ทางพรานได้เห็นนั้นปัจจุบันก็คือภูกระดึงนั่นเองซึ่งปัจจุบันนั้นเราจะเห็นว่าจะมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดอาศัยอยู่ส่วนตำนานที่มีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของเสียงระฆังดังมาจากภูกระดึงนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่มีการพูดถึงกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

ตำนานเขาสามมุข 

Posted on 28 มิถุนายน 202028 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

          ถ้าหากใครที่ไปเที่ยวชายหาดบางแสนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของตำนานเขาสามมุขกันมาบ้างซึ่งเป็นตำนานรักของคนบางแสนโดยตำนานมีการเล่าถึงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่กับยายโดยมีการปลูกกระท่อมไว้ตรงบริเวณหน้าผาอยู่มาวันหนึ่งหญิงสาวนั้นได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่านายแสน ซึ่งพ่อของนายแสนนั้นเป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้าน

โดยเขาอยู่ที่ตำบลอ่างหินหรือในปัจจุบันที่เรียกกันว่าอ่างศิลาโดยในหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเขสามมุขมากนักทั้งแสนและทั้งสามมุขนั้นต่างก็รักกันมาก โดยสานนั้นแสดงความรักด้วยกันมอบแหวนให้กับสามมุกและได้มีการร่วมกันอธิษฐานว่าพวกเขาทั้งสองคนนั้นจะรักกันไปจนตาย แต่เรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ก็ต้องมีอุปสรรคเมื่อกำนัน

ซึ่งเป็นพ่อของแสนที่เป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้านนั้นรู้เรื่องเข้าก็ได้กีดกันโดยบังคับให้แสนนั้นแต่งงานกับหญิงคนอื่นที่ชื่อว่ามะลิซึ่งมะลินั้นก็เป็นลูกสาวของเศรษฐีคนหนึ่งในหมู่บ้านอ่างศิลาเช่นเดียวกันโดยมีการจัดงานแต่งงานให้กับทั้งคู่ทันที ซึ่งแสนนั้นไม่ได้ไปบอกสามมุกว่าเขานั้นต้องแต่งงานตามที่พ่อของเขานั้นบังคับในขณะที่วันแต่งงานนั้น

แต่มันกำลังก้มหน้าก้มตาเพื่อรับน้ำสังข์จากคนที่มาอวยพรให้ก็พบว่าเมื่อเลยหน้าขึ้นมาก็มีสามมุขเดินทางมารดน้ำสังข์ให้กับแสนซึ่งใบหน้าของสามมุกนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาและดวงตาเต็มไปด้วยความตัดพ้อหลังจากที่รดน้ำสังข์ให้กับแสนแล้วสามมุกก็ถอดแหวนที่แสนเคยให้คืนให้กับแสนไปหลังจากนั้นก็วิ่งหนีกลับกระท่อมของตนเอง

ระหว่างทางที่วิ่งกลับบ้านนั้นก็ร้องไห้ไปและนึกถึงคำสาบานที่แสนเคยให้ไว้ว่าจะรักตนเองไปจนตายยิ่งทำให้สามมุกนั้นยิ่งเสียใจมากจนในที่สุดก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดหน้าผาตรงบริเวณบ้านของตนเองนั่นเอง และแสนก็ได้วิ่งตามสามมุกมาพร้อมกับเห็นว่าสามมุขนั้นกระโดดหน้าผาแสนจึงได้กระโดดหน้าผาตามสามมุกไปและตรงกับคำสาบานที่ทั้งคู่ต่างก็สาบานกันว่าจะตายพร้อมกันและรักกันจนวันตาย และจากเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่นั้นทำให้ชาวบ้านนั้น

เห็นความรักที่ทั้งคู่มีให้แก่กันจึงได้มาสร้างสรรค์ไว้ที่ตรงบริเวณหน้าผาตรงที่สามมุกแล้วก็แสนนั้นกระโดดลงมาตายซึ่งปัจจุบันนี้หน้าผาดังกล่าวเราเรียกกันว่าเขาสามมุกและด้านล่างก็จะมีศาลของเจ้าแม่สามมุกเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความรักของคนทั้งคู่และหากใครที่ต้องการขอพรให้สมหวังในความรักก็จะมักมาขอพรกับศาลเจ้าแม่สามมุขซึ่งก็มักจะสมหวังทุกคนไปปัจจุบันนี้ศาลเจ้าแม่สามมุกยังคงมีอยู่และยังคงมีนักท่องเที่ยวพากันไปกราบไหว้ขอพรอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

สนับสนุนโดย  entaplay เครดิต ฟรี

ยานสำรวจคิวริออซิตีได้ส่งภาพก้อนหินปริศนากลับมายังโลกที่อยู่บนดาวอังคาร

Posted on 27 มิถุนายน 2020Categories วิทยาศาสตร์Tags ,

ยานคิวริออซิตีสีน้ำเงิน

เมื่อวันที่5มิถุนายน ปี2017 ยานเอ็มอาร์โอ ของนาซา สามารถถ่ายภาพที่น่าสนใจนี้เอาไว้ได้ จากภาพปรากฎยานสำรวจดาวอังคารคิวริออซิตี เป็นจุดสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ท่ามกลางบริเวณที่เป็น ทราย หิน และหน้าผา ภาพดังกล่าวได้ถูกปรับแสงเพื่อให้เห็นบริเวณพื้นผิวของดาวอังคาร ได้ชัดยิ่งขึ้นมันจึงได้ทำให้สีของยานคิวริออซิตี กลายเป็นสีน้ำเงินที่เข้มกว่าความเป็นจริง ซึ่งในขณะนั้นยานคิวริออซิตีกำลังขึ้นบนยอดเขาชาร์พที่มีความสูง18,000ฟุต ซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่ในหลุมอุกกาบาตเกลที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นพื้นที่ ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนด้วยการศึกษาตะกอนหลุมอุกกาบาตและตะกอนจากภูเขานั้นอาจทำให้เราได้รู้ที่มาที่ไปที่แท้จริงของหลุมอุกกาบาตของหลุมภูเขาแห่งนี้ย้อนหลังไปได้ถึง2พันล้านปีเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มพบสิ่งที่น่าสนใจอย่างเช่นหินบลูเบอร์รี่เหล่านี้ที่ทำให้เชื่อว่าครั้งหนึ่งบนดาวอังคารเคยมีสภาวะที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างจุลินทรีย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้

มาร์ส์เฮนจ์

ตั้งแต่ในช่วงเดือนมิถุนายนปี2012ยานสำรวจคิวริออซิตีก็ได้ปฏิบัติหน้าที่สำรวจพื้นผิวดาวอังคารและได้ส่งภาพที่น่าฉงนหลายภาพกลับมายังโลกหนึ่งในนั้นคือภาพของกองก้อนหินปริศนาที่ถูกตั้งเรียงเป็นรูปวงกลมผิดธรรมชาติ โดยที่บางคนเชื่อว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตโบราณที่เคยอาศัยอยู่บนดาวอังคารซึ่งได้มีลักษณะเหมือนกับเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้หรือมันอาจจะเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างบางอย่างที่คล้ายกับ สโตนเฮนจ์ ที่อยู่บนโลกของเราและภาพนี้มันไม่ได้เป้นภาพถ่ายกองหินประหลาดเพียงภาพเดียวแต่มันยังมีภาพถ่ายหินปริศนาอื่นอีกที่สามารถถ่ายได้จากดาวอังคารดังเช่นภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อว่า “มาร์ส์เฮนจ์” ซึ่งได้เป็นภาพที่ถูกถ่ายด้วยกล้องHiRISEโดยที่ยังไม่มีใครสามารถอธิบายถึงทีมาของมันได้

หลุมปริศนา

ตั้งแต่ในปี2006ที่ นาซา ได้ส่งยานสำรวจเอ็มอาร์โอให้โคจรอยู่รอบดาวอังคารและได้ถ่ายภาพรายละเอียดของดาว ส่งกลับมายังโลกด้วยกล้องHiRISEที่ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถเห็นวัตถุบนดาวที่มีขนาดใหญ่กว่า3ฟุตได้อย่างชัดเจนยานเอ็มอาร์โอสามารถถ่ายภาพนี้ได้ในช่วงฤดูร้อนบนดาวอังคาร ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำพอที่จะสามารถส่องแสงลงมาถึงบริเวณขั้วโลกใต้ของดาวได้จะเห็นว่าพื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่เกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่แข็งตัว ซึ่งมีคุณบัติเหมือนน้ำแข็งแห้งและแสงอาทิตย์ทำให้น้ำแข็งบางส่วนระเหยกลายเป็นไอจึงเผยให้เห็นหลุมปริศนาขนาดใหญ่ซึ่งได้มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดหลายร้อยเมตรและยังสามารถเห็นน้ำแข็งที่อยู่ข่้างใต้หลุมได้อีกด้วย

 

 

ขอขอบคุณ  entaplay pantip

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4 ทรงส่งบรรณาการให้กับ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส 

       ใครเคย ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องราชบรรณษการ ที่ประเทศไทยเคยส่งไปให้กับต่างประเทศในสมัยของรัชกาลที่ 4  กันบ้างไหมคะ ว่ากันว่าในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้มีการส่งพระมหามงกุฎไปเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับพระเจ้านโปเลียนที่ 3   แต่นอกจากทีจะส่งพระมหามงกุฎแล้วยังได้ซองส่งช้างไปอีกจำนวน 2 เชือกซึ่งช้างในสมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ด้วยช้างที่ส่งไป 2 เชือกนั้นพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทรงดูแลเป็นอย่างดีซึ่งทางทั้งสองเชื่อได้ไปอยู่ที่เมืองปารีสและมีอายุยาวนานถึง 14 ปี

ก่อนที่พวกมันจะเสียชีวิตลงแต่เนื่องจากว่าเกี่ยวกับเรื่องของการเสียชีวิตของช้าง 2 เชือกนั้นเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักในสมัยนั้นเมื่อมีการส่งช้างไปให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3พระองค์ก็ พระองค์ก็มีการส่งช้างนั้นไปยังสวนสัตว์เมืองปารีสซึ่งช้าง 2 เชือกนั้นต่างก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภูมิอากาศของประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเมื่อไปอยู่ที่นั่นช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4

ทรงส่งไปให้นั้นก็เป็นที่รักของประชาชนรวมถึงเด็กๆของประเทศฝรั่งเศสเป็นอย่างมากในแต่ละวันก็จะมีการเข้ามาเยี่ยมและมาดูช้างกันอยู่ทุกวันเรียกได้ว่าช้าง 2 เชือกนั้นถือว่าเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนั้นเลยก็ได้ถือว่าเป็นการโฆษณาให้กับคนฝรั่งเศสนั้นได้รู้จักประเทศไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียวแต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางบ้านเมืองของประเทศฝรั่งเศสนั้น

ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรซึ่งหลังจากที่ช้าง 2 เชือกนั้นอยู่ในเมืองปารีสได้เพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นก็ทำให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้านโปเลียนที่ 3 นั้นได้ถูกกบฏและถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักรของประเทศฝรั่งเศสโดยในสมัยนั้นเกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามฟังโกรัสเซียประชาชนนั้นตังค์ไม่พอใจที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีแพ้สงครามในครั้งนี้จึงพากันปฏิวัติและขับไล่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ออกนอกประเทศไปและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปัญหาของประเทศฝรั่งเศสก็รุนแรงมากขึ้นอาหารที่จะใช้ในกลิ่นก็ขาดแคลนเรียกได้ว่าเป็นยุคของข้าวยากหมากแพงอย่างแท้จริงและแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นคนรวย

หรือคนจนต่างก็ต้องพยายามเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้นเจ้านายที่สุดผลกระทบจากข้าวยากหมากแพงนี่เองที่ส่งผลให้ช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4 ส่งไปให้นั้นได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเมื่อพวกมันนั้นถูกนำไปฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเนื้อของช้างนั้นไปขายและถูกนำไปเป็นอาหารให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยโดยเนื้อช้างสยามทั้ง 2 เชือกนั้นถูกขึ้นไปเป็นอาหารในภัตตาคารหรูหราในเมืองปารีสซึ่งในขณะนั้นเรียกได้ว่ามีข่าวโด่งดังทั่วโลกเลยทีเดียวโดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1871

 

 

สนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300

สิ่งที่เอาไว้ใช้เขย่าขวัญของเหล่าศัตรู

Posted on 27 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

นกหวีดแห่งความตายของชาวแอซเท็ก

นกหวีดแห่งความตายของชาวแอซเท็กมันคือเครื่องเป่าที่มีขนาดเล็กที่เชื่อว่ามันได้ถูกใช้ในการประกอบพิธีกรรมและในสงครามของชาวแอซเท็ก ซึ่งเครื่องเป่าดังกล่าวจะสามารถสร้างเสียงที่เหมือนกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของมนุษย์ได้เชื่อว่าชาวแอซเท็กจะเป่าสิ่งนี้ในขณะที่กำลังจะยกทัพเข้าสู่การรบ โดยเสียงกรีดร้องที่มันได้เกิดขึ้นก็เพื่อจะให้เป็นการขู่ขวัญของศัตรู

ซึ่งนกหวีดดังกล่าวมันจะมีลักษณะที่เป็นรูปทรงคล้ายกับหัวกระโหลกของมนุษย์หรือเป็นสัตว์ป่า โดยเสียงที่มันได้ออกมานั้นมันก็จะเหมือนกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่มันถูกทรมานและยังได้ผสมกับเสียงสัตว์ป่าที่มันได้มีความดุร้าย ในปี1999 นักโบราณคดีในทลาเตโลโก ประเทศเม็กซิโก ก็ได้พบนกหวีดเหล่านี้ที่ถูกฝังอยู่ในสถานที่โบราณที่มันได้เคยมีการบูชามนุษย์

นสมัยก่อนในอดีเหยื่อที่ถูกบูชายัญที่ถูกฝังอยู่ภายในวิหารเพื่อให้เป็นการสังเวยให้แก่เทพแห่งลมเอเฮกัทและอีกทั้งเครื่องเป่านั้นนักโบราณคดียังคิดว่ามันได้ถูกทำขึ้นมา เพื่อเป็นการเลียบแบบเสียงของลมหรือในบางทีมันก็อาจจะถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือที่ได้ใช้ในการนำทางของวิญญาณที่ถูกสังเวยให้ได้สู่ดินแดนแห่งความจาย

เสียงของเลเซอร์

โครงการอาวุธที่ใช้ป้องกันตัวของกองทัพสหรัฐที่ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบเลเซอร์ที่มันสามารถทำให้เกิดเสียงชวนหลอนขึ้นมา โดยจะแบ่งเป็นเลเซอร์ออกเป็นสองส่วนในส่วนแรกนั้นจะยิงคลื่นแสงเพื่อแยกโมเลกุลกับอิเล็กตรอนในอากาศและมันจะทำให้เกิดลูกบอลพลาสมาขึ้นและในส่วนที่สองจะทำการยิงแสงเข้าใส่พลาสมา

ซึ่งมันก็จะทำให้เกิดแสงและเสียงที่มันสามารถส่งออกไปได้ไกลและจากการที่ได้มีการทดสอบเสียที่เกิดขึ้นเบื้องต้นนั้นเป็นเสียงที่แหลมสูงแต่เสียงเหล่านั้นมันก็ได้ถูกพัฒนาจากเสียงรบกวนที่รุนแรงและมันได้กลายมาเป็นเสียงที่คล้ายกับมนุษย์ที่กำลังพูดผ่านวิทยุสื่อสารและทางผู้นำโครงการได้เชื่อว่าพวกเขานั้นกำลังจะทำให้เกิดเสียงที่เราสามารถเข้าใจได้และเชื่อว่ามันจะทำสำเร็จได้ในเพียงแค่ไม่กี่ปีหลังจากนี้

ซึ่งโดยในจุดมุ่งหมายนั้นทางด้านของโครงการก็เพื่อจะนำเอาไปใช้ในการเขย่าขวัญของเหล่าศัตรูด้วยการที่สร้างเสียงออกมาทำให้เกิดอาการหลอนประสาทและจึงทำให้มีการสับสนด้วยการสร้างเสียงของอาวุธปลอมต่างๆขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นการเขย่าขวัญของศัตรูที่กำลังฟังอยู่ก็เป็นได้เพื่อไม่ให้กล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกองทัพและเป็นการข่มขวัญของศัตรูไปอีกหนึ่งทาง

 

 

สนับสนุนโดย  rb88

ตำนานยักษ์  Atlas 

Posted on 21 มิถุนายน 202021 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

         หากพูดถึงคำว่า atlas เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีจากชื่อภูเขาสูงใหญ่แห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกาเหนือ แต่อันที่จริงแล้วชื่อที่ว่า atlas นั้นเป็นชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณในสมัยกรีกแล้ว โดยในสมัยกรีกนั้นมีการเล่านิทานปรัมปรากันว่า atlas นั้นคือเป็นยักษ์ที่แบกโลกเอาไว้ หรือบางคนก็บอกว่าเขานั้นแบกท้องฟ้าเอาไว้

ซึ่งตามความเชื่อกันนั้นว่ากันว่าแต่เดิมนั้น atlas เป็นยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่และเขาได้เคยมีการต่อสู้กับเทพเจ้าซุส ซึ่งเทพเจ้าซุสความเชื่อของคนกรีกในสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อกันว่าเขาคือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง และแน่นอนว่าเมื่อเทพเจ้าซุสได้ต่อสู้กับยักษ์ไททันอย่าง   Atlas  คนที่ ชนะนั้นย่อมเป็นเทพเจ้าซุสอย่างแน่นอน

และเมื่อคนแพ้ก็จะต้องถูกลงโทษดังนั้นบทลงโทษที่เทพเจ้าซุสมีต่อยักษ์ atlas นั้นก็คือการที่มีการสั่งให้ยักษ์ atlas นั้นแบกรับน้ำหนักของท้องฟ้าหรือของโลกเอาไว้นั่นเอง และแน่นอนว่าระหว่างที่เขามีการแบบโลกไปทั้งใบนั้นเองก็มีเทพเจ้า เฮอร์คิวลิสได้เดินทางมาหายาก atlas เพราะเขาต้องการที่จะไปเอาแอปเปิ้ล ไปให้ท้าวยูรีส ทีอุ๊ด

ซึ่งถือว่าเป็นภาระกิจ 12 ประการที่เฮอร์คิวริสจะต้องทำ แต่เนื่องจากว่าที่สวน Apple นั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอสเพอริดิส ซึ่งเธอนั้นเป็นบุตรสาวของยักษ์ atlas คอยเฝ้าสวนแอปเปิ้ลอยู่ ดังนั้นเฮอร์คิวลิสจึงได้อาสายักษ์ atlas ที่จะแบกโลกเอาไว้แทนยักษ์ Atlas  และบอกให้ยักษ์ atlas นั้นไปเอาแอปเปิ้ลที่สวนแทนตนเอง

และแน่นอนว่าเมื่อยัง assis เดินทางไปเก็บแอปเปิ้ลมาให้กับเฮอร์คิวลิสเสร็จเรียบร้อยแล้วแทนที่เขาจะเอาแอปเปิ้ลให้กับเฮอร์คิวลิสเขากลับเปลี่ยนไปเนื่องจากว่าเขาไม่ต้องการที่จะแบกโลกเอาไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้เดินทางมาบอกกับเฮอร์คิวลิสว่า Apple ที่เขาเก็บมานั้นเขาจะนำไปถวายให้กับ ยูรีส ทีอุ๊ด เอง แต่ด้วยความฉลาดของเฮอร์คิวลิสและแน่นอนว่าเขาต้องรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของ atlas อยู่แล้วจึงได้บอกกับยักษ์ atlas ว่าเขารู้สึกปวดไหลเป็นอย่างมากในขณะที่มีการแบกโลกเอาไว้

เขาต้องการหาอะไรมาลองที่ไหล่ของเขาดังนั้นจึงได้มีการอาสาที่จะแบกโลกไว้ให้ก่อน หลังจากนั้น Hercules ก็ได้แย่งแอปเปิ้ลมาจาก ยักษ์ atlas และนำแอปเปิ้ลไปถวายให้กับท้าว ยูรีส ซีอุ๊ด เองได้สำเร็จ  สรุปแล้วยักษ์  Atlas นอกจากจะต้องไปเอาผลแอ็ปเปิ้ลมาแล้ว ยังต้องแบกรับโลกเอาไว้ต่อเหมือนเดิม ซึ่งนี้คือหนึ่งในตำนานยักษ์ของกรีช

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด 2020

ความโรคจิตของเจ้าชายวลาดของชนชั้นสูงสมัยก่อน

Posted on 18 มิถุนายน 202018 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับคำว่าโรคจิตมันได้เป็นคำชนชั้นสูงที่ได้เอาชีวิตคนหรือว่าชีวิตสัตว์มาละเลงเลือดเล่นหรือนำเอามาทำอะไรที่มันแปลกๆที่มันได้ผิดศีลธรรมในตัวของมนุษย์คนทั่วไป ถ้ายกตัวอย่างอันแรกย้อนกลับไปในปี ค.ศ. เก่าๆทุกๆคนก็น่าจะเคยได้ยินตำนานของแดร็กคูล่า คือแดร็กคูล่ามันได้เป็นนิยายที่ถูกแต่งขึ้นมาจากคนๆหนึ่งที่ได้มีชื่อว่า แบรม สโตกเกอร์

คนๆนี้เขาได้แต่งนิยายแดร็กคูล่าขึ้นมาจากความฝันและไปอิงมาจากเรื่องจริงจากเจ้าชายแห่งประเทศโรมันเนียที่ได้มีชื่อว่าเจ้าชายวลาด  เจ้าชายวลาดได้เป็นเจ้าชายในสมัยก่อนที่ได้ใช้คำว่าโด่งดังเอามากๆถ้าใครที่ได้ไปที่โรมันเนียหรือในที่แทบๆนั้นแล้วถามว่ารู้จักประวัติของเจ้าชายวลาดมั้ย

ซึ่งเราเชื่อว่าถ้าใครเคยได้ยินประวัติหรือว่าเรื่องราวของแดร็กคูล่ามันก็คงจะไม่พ้นการกัดการดูดเลือดการเหม็นกระเทียมหรือว่าการแพ้แสงหรือจะต้องนอนในโลง ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นนิยายที่มันได้ถูกแต่งขึ้นมาแต่ในความเป็นจริงแล้วมันได้มีแดร็กคูล่าจริงๆมั้ย มันไม่ได้มีแดร็กคูล่าจริงๆที่แบบว่ากัดคอแล้วดูดเอาเลือดสดๆแต่มันได้เป็นฉายาที่เขาได้ให้กับเจ้าชายคนหนึ่ง

ที่เราได้กล่าวไปเมื่อคู่ก็คือเจ้าชายวลาด เพราะว่าเจ้าชายท่านนี้ได้มีความโรคจิตอยู่อย่างหนึ่งก็คือได้เป็นเจ้าชายที่ซาดิสท์มากแล้วก็ค่อนข้างที่จะชอบการละเลงเลือด เจ้าชายวลาดได้เป็นคนที่ได้เป็นนักรบและได้เป็นผู้ปกครองในสมัยก่อนที่ชอบในการต่อสู้การเห็นคนโดนทรมานถ้าสมมุติว่าเราจับนักโทษมาได้หรือได้มีคนที่ได้ถูกคุมขังกันอยู่เขา

ก็จะมีการประหารหรือว่าการทรมานอย่างสุดแรงเกิดเลยก็คือการจับเอามนุษย์มาทั้งนำเอาไปเสียบเข้าไปกับแท่งเหล็กที่ได้ตั้งเอาไว้แล้วก็ปล่อยให้มนุษย์คนนั้นได้ตายอย่างช้าๆแล้วทรมานจนตายและถามว่าเรื่องนี้มันได้เป็นเรื่องจริงหรือไม่แน่นอนเลยว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงและมันได้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของโรมันเนียเลยก็ว่าได้และ

จากเหตุการณ์เหล่านี้มันก็เลยทำให้ชายชาวโรมันเนียหรือคนที่ได้เขียนประวัติศาสตร์ของเจ้าชายวลาดได้ตั้งฉายาเจ้าชายคนนี้ว่าเจ้าชายแดร็กคูล่าเพราะว่าเจ้าชายท่านนี้ได้ชอบการละเลงเลือดชอบเห็นคนถูกทรมานก็เลยได้รับฉายานี้ไปแต่ด้วยผลของเวรกรรมก็ที่ได้ทำอะไรกับคนอื่นแบบนี้เอาไว้เยอะเจ้าชายก็เลยสิ้นพระชนม์จากการสู้รบและโดนตัดหัวแล้วก็ปักประจานเอาไว้อีกด้วย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sagame สูตร