นครทองคำเอลโดราโด้มีอยู่จริงๆบนโลกหรือเปล่า?

Posted on 15 กรกฎาคม 202015 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เวลาที่เราได้พูดถึงนครที่หายสาบสูญไปในอดีตหรือว่านครที่ถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะนึกถึงอยู่หลายมหานครหรือหลายเมืองเช่นกันถ้ายกตัวอย่างเมืองที่ดังๆหลายๆคนก็คงจะรู้จักกันเป็นพวกเมืองแอตแลนติสที่เขาว่ากันว่าเคยอบู่บนบกแล้วเคยรุ่งเรืองแต่ปัจจุบันมันได้อยู่ใต้ท้องทะเลเพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหรือบางทีมันก็อาจจะอยู่ใต้ท้องทะเลมาแต่ก่อนแล้ว

แต่เรายังค้นหาไม่เจอหรือจะเป็นเมือง แชงกรีล่า หรือ ซับบาลา ที่เขาได้บอกกันว่ามีอายุอารยธรรมยาวนานกว่า600ปี เมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักกันแต่เราอยากจะบอกว่ามันจะมีอยู่อีกหนึ่งเมืองที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปกว่าแอตแลนติสกับแชงกรีล่า นั่นก็คือเมืองโบราณ เอลโดราโด้  หรรือที่เขาได้เรียกกันว่านครทองคำ

สำหรับเมืองเอลโดราโด้ที่มันได้แตกต่างไปกว่าเมืองที่อื่นอย่างเมืองที่อื่นเขาก็จะมีอารยธรรมเป็นข้าวของเครื่องใช้หรือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั่วไปไม่ได้มีสมบัติหรือของมีค่าอะไรมากมายเพราะส่วนใหญ่ก็จะถูกแย่งชิงแล้วก็ถูกปล้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่เมืองเอลโดราโด้เขาว่ากันว่าได้เป็นเมืองโบราณที่ยังไม่ได้มีการค้นพบแต่มันยังมีการค้นหากันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และมันมีความแตกต่างกับที่อื่นคือมันเป็นเมืองที่เป็นทองคำทุกอย่างเลยตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่เครื่องนุ่งห่มจะต้องมีส่วนผสมหรือองค์ประกอบของทองอยู่และเขาว่ากันว่าพวกตึกบ้านเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่เป็นทองคำแท้100%ทั้งหมดเลย และถ้าเอาข้อมูลตามตำนานที่เรามีเอาไว้ทั้งหมด

ที่เกี่ยวกับเมืองเอลโดราโด้เขายังได้บอกเอาไว้ว่า เมื่อประมาณ4-5ร้อยปีที่แล้วได้มีนักสำรวจชาวสเปนท่านหนึ่งที่ได้มีนามว่าFrrancisco Pizarroก็ได้นำทีมนักสำรวจของตัวเองหลายพันคนได้เดินทางเข้ามาในประเทศปานามา เพื่อที่จะสำรวจดินแดนทางใต้แล้วปรากฎว่าจากการสำรวจดินแดนในครั้งนั้นพวกFrrancisco Pizarroเขาก็ได้ค้นพบอาณาจักรหนึ่งที่ได้มีความรุ่งเรืองในยุคนั้น

มากนั่นก็คือ อาณาจักรอินนคา แต่คำว่ารุ่งเรืองที่เราได้พูดถึงตรงนี้เขาไม่ได้รุ่งเรืองในด้านของเทคโนโลยีหรือนวัฒกรรมแต่เขารุ่งเรืองในด้านของทรัพย์กรทางธรรมชาติทำเลที่พวกเขาอยู่พื้นที่ทำกินพื้นที่ทำการเกษตรกรและตำแหน่งที่พวกชาวอินคาได้อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างที่จะมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนโดย  entaplay online gambling

เรื่องเล่าชาวอเมริกันได้เข้ามาเที่ยวที่ประเทศไทยและไม่เชื่อเรื่องผีในไทย

Posted on 13 กรกฎาคม 202013 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

ผีเจ้าที่เป็นผีที่ปกป้องรักษาถิ่นของตนเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่ประสงค์ดีเข้ามาแต่ก็ยังมีผีบางตนที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทเพราะว่ามันเป็นสัมภเวสีหรือผีตายโหงวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องผีที่มีชื่อเรื่องว่า Ghost Honse มันอยู่ในศาล

เปิดเรื่องมาที่ จิมมี่ กับ จูรี่ ที่เป็นคู่รักชาวอเมริกันได้ลงเครื่องบินมาที่กรุงเทพมหานครประเทศไทย เมื่อได้ออกจากสนามบินก็ได้พบกับโกโก้คนขับรถและไกด์ชาวไทยที่ได้อาสาพาพวกเขาเที่ยวเมืองหลวงทั้งคู่ก็ได้ขึ้นรถไปกับโกโก้จนมาถึงที่โรงแรมตรงนั้นเป็นที่แรกที่พวกเขาได้เจอกับศาลพระภูมิ จูรี่ก็ได้สงสัยว่ามันคืออะไรบ้านอะไรทำไมถึงเล็กจังโกโก้ก็เลยอธิบายไปว่ามันคือศาลพระภูมิคนไทย

เชื่อว่าเราทำบ้านให้กับผีและให้ของขวัญให้กับผีเพื่อให้ผีนั้นพอใจเมื่อผีพอใจมันก็จะอยู่ในบ้านนั้นและจะไม่เข้าไปในบ้านของคนมันได้เป็นความเชื่อที่ได้สืบทอดกันมายาวนานจูรี่ดูเหมือนกำลังจะหลงไหลกับความน่าพิศวงของศาลพระภูมิหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าไปพักที่โรงแรมจัดของในห้องพักและคาดว่าการท่องเที่ยวครั้งนี้จะไม่มีความสุขเช้าในวันต่อมาโกโก้ก็ได้พาพวกเขาเที่ยวเมืองหลวง

แนะนำให้ได้รู้จักกับวัฒนธรรมของไทยจูรี่ดูท่าจะชอบเอามากๆทั้งเยี่ยมชมวัดและแม่น้ำลำคลองบรรยายกาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานจูรี่ก็ยังได้หลงไหลของความเชื่อของคนไทยทั้งพระพุทธรูปเครื่องรางของขลังต่างกับจิมมี่เขาไม่สนเท่าไหร่แต่ก็ต้องเอาใจแฟนเที่ยวไปด้วยเฮฮาไปด้วยนั่งรถเที่ยวไปเรื่อยๆจูรี่ได้สงสัยเห็นต้นไทรยักษ์และศาลพระภูมิที่เรียงรายอยู่ข้างถนนเธอได้สนใจ

และได้บอกให้โกโก้หยุดรถและลงไปถ่ายรูปคนเดียวถ่านรูปด้วยความหลงไหลในความพิศวงของศาลพระภูมิเธอได้มองเข้าไปในศาลเพราะอยากรู้ว่าด้านในมันมีอะไรเธอได้มองเข้าไปในนั้นอย่างหลงไหลเธอได้ยกกล้องขึ้นมาเพื่อจะเก็บภาพและทันใดนั้นเองก็มีคนบ้าได้เข้ามาทักเธอและได้ไล่เธอออกไปจากตรงนั้นเธอก็ได้ขอโทษและเดินกลับไปขึ้นรถ

ในเวลาต่อมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทานข้าวอยู่จิมมี่ได้นำแหวนขึ้นมาพูดว่าผมรักคุณจูรี่ทั้งยามดีและยามร้ายจิมได้คุกเข่าขอแต่งงานจูรี่ก็ได้ตอบรับด้วยความดีใจทั้งคู่ก็ได้มีความสุขกันมากๆตอนเย็นพวกเขาได้กลับมาที่พักก่อนที่จะขึ้นห้องโกโก้ได้ทิ้งนามบัตรเอาไว้พร้อมกับนัดพวกเขาเที่ยวในวันต่อไปทั้งคุ่ได้เดินเข้าไปในโรงแรมและได้เจอกับคู่หูชาวอังกฤษทั้งสองได้แนะนำตัวได้พูดคุยกันเล็กน้อยจนพึ่งรู้ว่าทั้งคู่นั้นพึ่งจะมั่นกันวันนี้

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

สถานที่ปริศนาที่มีสิ่งอัศจรรย์ซ่อนอยู่

Posted on 10 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

แม่น้ำชาเนย์ทิมพิชกา,เปรู

สถานที่นี้คือแม่น้ำที่แปลกๆที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าอเมซอนได้มีความยาวประมาณ4ไมล์ ซึ่งแม่น้ำนี้ได้แปลกกว่าแม่น้ำในสถานที่อื่นๆเพราะว่าแม่น้ำแถวนี้ได้มีความร้อนและอีกอย่างความแปลกของแม่น้ำนี้ที่ได้มีไม่เหมือนแม่น้ำใดๆบนโลกเลยก็คือความร้อนเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตใดจะสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้และในอุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่ประมาณ91องศาเซลเซียส

ซึ่งพูดกันง่ายๆเลยมันก็คือน้ำเดือดดีๆนี่เองนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไมน้ำในแม่น้ำมันถึงในมีความร้อนขณะนี้เพราะโดยปกติแล้วน้ำที่ได้รับความร้อนมักจะเกิดขึ้นมาจากภูเขาไฟแต่แม่น้ำแห่งนี้มันก็ไม่ได้อยู่ใกล้ภูเขาไฟเลยทีเดียวส่วนนักวิทยาศาสตร์บางคนก็ยังได้เชื่อว่าน้ำร้อนของทีนี่ได้เกิดมาจากรอยแตกใต้พื้นดินที่ได้ส่งผ่านความร้อนขึ้นมาจากใต้พิภพ ซึ่งถ้าหากว่าเราได้ดูจากภาพแล้วก็จะเรียกได้ว่ามีความโรแมนติกใช้ได้เลยถ้าหากว่าไม่รวมความร้อนที่มันได้ระเหยขึ้นมา

ถ้ำโมวิล,โรมาเนีย

สำหรับถ้ำโมวิลแห่งนี้มันได้มีความพิเศษอย่างไร ซึ่งถ้ำแห่งนี้ได้เป็นถ้ำที่ไม่เคยสัมผัสกับแสงอาทิตย์มานานถึง5.5ล้านปีและยังได้มีบรรยากาศที่แตกต่างจากที่อื่นบนโลกมากๆเลยเพราะถ้าคุณได้เดินเข้าไปในถ้ำแห่งนี้คุณก็จะพบกับทะเลสาปที่เต็มไปด้วยกำมะถันอากาศที่เต็มไปด้วยก๊าซพิษไฮโดรเจนซัลไฟด์และปนเปื้อนด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าบนพื้นผิวกว่า100ร้อยเท่า

ส่วนที่มันแปลกมากที่สุดก็คือระบบนิเวทในนั้นมันสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ข้างในถ้ำนักวิจัยได้พบสิ่งมีชีวิต33ชนิดที่อยู่ข้างในโดยที่ไม่ได้ออกมาข้างนอกเลยพวกมันได้ปรับตัวให้อยู่ในบรรยากาศที่มีกำมะถันได้อย่างเหลือเชื่อเห็นแบบนี้แล้วมันสุดยอดมากเลยใช่หรือไม่

อุโมงค์น้ำตกเมคูซ่า,อังกฤษ

สำหรับอุโมงค์น้ำตกเมคูซ่าได้เป็นอุโมงค์น้ำตกที่ได้มีลักษณะเดิมกับเป็นใบหน้าของปีศาจแต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อมันไม่ใช่รูปลักษณ์ของมันแต่มันได้เป็นน้ำที่ได้ตกลงมาจากหน้าผาของที่นี้จะเปลี่ยนทุกสิ่งให้มันได้กลายมาเป็นหินราวกับว่าได้มีเวทมนต์ของเมคูซ่ากันเลยทีเดียวซึ่งในกระบวนการทั้งหมดนี้จะกินเวลาประมาณ3-5เดือนด้วยกัน

ซึ่งคุณสามารถที่จะนำเอาสิ่งของ ของคุณนำเอามาทิ้งไว้จากนั้นคุณก็แค่รอจนกว่ามันจะได้กลายมาเป็นหินไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหมีหรือจักรยานซึ่งในสมัยก่อนได้มีผู้คนเขาได้เชื่อว่านี่มันคือพลังของแม่มดแต่ในปัจจุบันในมีวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่าน้ำที่แห่งนี้ได้มีแร่ธาตุสูงกว่าผิดปกติซึ่งส่งผลให้แร่นั้นปกคลุมสิ่งของเอาไว้โดยเป็นหลักการเดียวกันกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

ประวัติพระพุทธเจ้าในช่วงวัยเด็ก

Posted on 10 กรกฎาคม 202010 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

        เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าพระพุทธเจ้านั้นตั้งแต่เกิดมาก็มีโหรหลวงมาทำนายเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตภายภาคหน้าของพระองค์เอาไว้แล้วว่าหากพระองค์โตขึ้นมานั้นพระองค์จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกซึ่งพระองค์สามารถเลือกได้ว่าจะกลายเป็นกษัตริย์หรืออรรคพัฐที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกคนหนึ่งหรือพระองค์จะเลือกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์หันหน้าเข้าสู่ทางธรรมและกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกที่จะออกมาสั่งสอนให้ทุกคนนั้นกลายเป็นคนดีอย่างไร

ก็ตามในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงเกิดใหม่ๆนั้นด้วยพ่อแม่ทั้งพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาต่างก็คาดหวังให้พระพุทธเจ้านั้นได้เป็นกษัตรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง  จึงได้เฝ้าฟูมฟักให้พระพุทธเจ้านั้นเห็นแต่สิ่งที่สวยงามเมื่อครั้งเกิดใหม่ๆพระมารดาได้ตั้งชื่อให้พระพุทธเจ้าว่าเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งพระองค์จะถูกเลี้ยงในปราสาทราชวังโดยในปราสาทแห่งนั้นจะมีแต่คนสวยงามไม่ว่าจะเป็นข้าทาสบริวารผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะอยู่ในวัยอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปีเท่านั้นเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่เคยเจอเด็กทารกไม่เคยเจอคนชรา

และไม่เคยเจอคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเลยเนื่องจากว่าพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาเกรงว่าถ้าหากเจ้าชายได้เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นก็อาจจะเกิดหันเหจิตใจไปฝักใฝ่ในธรรมมะก็เป็นได้ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าชายสิทธัตถะได้ร่ำเรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองบ้านเมืองรวมถึงศิลปะการต่อสู้ต่างๆเรียกได้ว่าศาสตร์ทุกแขนงเจ้าชายสิทธัตถะเรียนหมด

ซึ่งเล่าลือกันว่าเรียนถึง 18 ศาสตร์ ด้วยกันโดยจะมีพระครูนั้นมาคอยสอนให้ที่ประสาทที่เจ้าชายอยู่นั่นเอง  ว่ากันว่าในสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นหนุ่มนั้นพระบิดาของเจ้าชายนั้นได้มีสร้างปราสาทให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ถึง 3 ประสาทด้วยกันโดยแต่ละประสาทนั้นก็จะเป็นแต่ละฤดูซึ่งเรียกว่าปราสาท 3 ฤดูให้เจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้เลือกเลยว่าจะเข้าพักประสาทไหนและที่สำคัญเมื่อถึงวัยอายุเพียงแค่ 16  ปี

เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อกับแม่หา ซึ่งชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นพบแต่ความสุขมาโดยตลอดและพระองค์ได้มีพระโอรสน้อยของพระองค์เองในตอนที่พระองค์นั้นอายุได้ 29 ปีซึ่งลูกของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้มีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าราหุลและถ้าหากเราหาคำแปลของคำว่าราหุลนั้นก็จะหมายถึงคำว่าบ่วงนั่นเอง ดังนั้นเรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงวัยกลางคนเจ้าชายสิทธัตถะ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดมา

 

ขอขอบคุณ  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าในตำนานของพ่อมด  Aleister Crowley

Posted on 2 กรกฎาคม 20202 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

 

               ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดและแม่มดหมอผี มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันนี้จะเป็นยุคดิจิตอล มีเทคโนโลยีเข้ามามากมาย เป็นยุคที่คนสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้ากันได้ทั้งทั้งที่อยู่ห่างไกลกันแสนไกลก็ตามที  แต่ความเชื่อเรื่องพ่อมดหมอผีก็ยังคงมีอยู่ และยังคงมีการเชื่อว่าตำนานที่เกี่ยวกับพ่อมดหมอผีนั้นมีอยู่จริง ซึ่งตำนานก็คือเรื่องเล่าที่มีการเล่าขานกันปากต่อปากเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจวบจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของพ่อมดคนหนึ่ง ที่เขามีอายุเก่าแก่หลายร้อยปีมาแล้วแต่เรื่องเล่าของเขาก็ยังคงเป็นตำนานให้พูดถึงจนมาถึงปัจจุบันนี้

โดยวันนี้เราจะพูดถึงพ่อมดคนหนึ่งที่ชื่อว่า Aleister Crowley   สำหรับเรื่องราวของ Aleister Crowleyนั้นเริ่มมีเรื่องเล่าหนาหูกันมาตั้งแต่ช่วงในปี คริสต์ศักราช 1899 เป็นต้นมาแล้ว ว่ากันว่าในสมัยนั้น ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดนั้นเริ่มมีคนเชื่อกันมากขึ้นและชื่อของพ่อมดที่ชื่อว่า Aleister Crowleyก็มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก

ในประวัติที่มีการพูดถึง Aleister Crowleyนั้นเขื่อกันว่าเขาเป็นพ่อมดที่มีนิสัยดุร้าย เขามักที่จะใช้ชีวิตอยู่ในป่าอยู่คนเดียว โดยว่ากันว่าเขามีการสร้างบ้านเอาไว้ใกล้กับทะเลสาปล็อกเนสส์ ซึ่งต่อมาทำให้ประวัติของเขากลายเป็นที่พูดถึงกันในนามพ่อมดแห่งทะเลสาปล็อกเนสส์ ซึ่งตำนานของเขานั้นยังได้ถูกนำไปสร้างเป็นการ์ตูน นำออกมาฉายให้ผู้คนทั่วโลกได้ดูกัน ว่ากันว่าในตอนที่ Aleister Crowleyนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นพ่อมดที่เก่งกาจและน่าเกรงขามมาก ชาวบ้านต่างก็ร่ำลือและมีความเชื่อกันว่าบริเวณรอบรอบบ้านของ  Aleister Crowley  นั้น

จะมีวิญญาณร้ายลอยวนเวียนอยู่คอยปกป้องคุ้มครองของ ซึ่งมีการพูดกันว่าวิญญาณร้ายที่ Aleister Crowley  กักขังเอาไว้นั้นมีมากกว่าหนึ่งร้อยตัวเลยทีเดียว ซึ่งหากใครเข้าใกล้บ้านของ Aleister Crowleyพวกมันก็จะปรากฏกายออกมา และเข้ามามักจะมีการสาปเพื่อนบ้านหากมีใครคนไหนสร้างความไม่พอใจให้กับเขา เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่เขาไปเดินป่าแล้วเกิดหลงหาทางออกจากป่าไม่ได้

ซึ่งบริเวณนั้นเรียกว่า ปล่องไฟปีศาจ ด้วยความที่มีนิสัยอารมณ์ร้ายอยู่แล้ว ทำให้เขาได้มีการสาปแช่งเขาปล่องไฟปีศาจว่าหากว่าปล่องไฟปีศาจพังเมื่อไหร่ให้เหล่าบรรดาปีศาจที่ถูกคุมขังไว้ในปล่องไฟปีศาจนั้น ได้หลุดออกมาจากที่คุมขังและจงไปทำร้ายผู้คนให้ได้รับความเดือดร้อน และนับตั้งแต่นั้นมากผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัวว่าคำสาปนั้นจะเป็นจริงจนในที่สุด ปล่องไฟปีศาจก็ได้พังลงตามคำสาปของ Aleister Crowley แต่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

เรื่องสโนว์ไวท์กับแม่เลี้ยงใจร้าย

Posted on 1 กรกฎาคม 20201 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับเรื่องราวของ สโนว์ไวท์ ซึ่งได้เป็นเจ้าหญิงที่ได้อยู่กับคนแคระทั้ง7แล้วก็ได้ช่วยเหลือให้ได้เจอกับเจ้าชาย ซึ่งสโนว์ไวท์เราก็ได้ดูซึ่งได้เป็นการ์ดตูนที่น่ารัก โดยเนื้อเรื่องเขาได้สรุปมาไว้แล้วว่า สโนว์ไวท์ เธอได้อยู่กับแม่เลี้ยงใจร้ายแล้วแม่เลี้ยงใจร้ายก็ได้ไปอิจฉาสโนว์ไวท์จึงได้วางแผนให้นายพรานพาเธอไปฆ่าในป่าทึบจากนั้นให้นำเอาหัวใจเธอกลับมา

เพื่อให้ดูเป็นหลักฐานแต่นายพรานได้กลับปล่อยสโนว์ไวท์ เธอได้หนีไปที่บ้านคนแคระทั้ง7พอแม่เลี้ยงได้ทราบข่าวว่าสโนว์ไวท์นั้นยังมีชีวิตอยู่แม่เลี้ยงก็เลยได้ปลอมตัวเป็นหญิงชราเพื่อเอาแอปเปิ้ลพิษเอาไปให้เธอกินและสโนว์ไวท์ก็ได้กินเข้าไปจนทำให้เธอนั้นได้หลับไปในโลงแก้วในระยะเวลานานมาก จนวันหนึ่งในมีเจ้าชายผ่านมาและได้จูบสโนว์ไวท์

เพื่อที่จะดูดเอาพิษออกจากนั้นก็ทำให้สโนว์ไวท์ฟื้นขึ้นมากและได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ถ้าเอาในโลกของความเป็นจริงนี่คือต้นฉบับของสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง7

โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ ว่ากันว่าพระน้องในตระกูลกริมม์เคยคิดที่จะเอาโครงเรื่องนิทานเรื่องนี้เอามาแต่งให้มันเป็นเอกลักษณ์รสชาติเดิมเอาไว้แต่ทางสำนักพิมพ์เขาได้บอกว่าเอาไปแต่งใหม่จะดีกว่าเพราะว่าเนื้อหามันไม่เหมาะกับเยาวชนเพราะมันได้มีความรุนแรงและโหดร้ายทารุณกรรมsexก่อนที่จะถูกแปลงให้สะอาดแล้วเปลี่ยนเนื้อหาที่รุนแรงออกไป

ซึ่งเราฟังแล้วเราก็ตกใจอยู่เหมือนกันแสดงว่าสโนว์ไวท์ที่เราเห็นว่ามีการจูบพิษกิบแอปเปิ้ลที่มีพิษแล้วหลับไปตื่นขึ้นมาพร้อมกับเจ้าชายซึ่งเป็นเนื้อเรื่องโลกสวยหรือเราก็พึ่งจะรู้และเนื้อเรื่องจริงๆแล้วมันเป็นยังไงเขาได้บอกว่าสโนว์ไวท์ได้เป็นนิทานที่ได้ถูกแต่งมาจากโครงเรื่องจริงของรัสเซียโดยสโนว์ไวท์ได้เป็นหญิงสาวรูปงามผิวขาวปากแดงผมดำตามแบบฉบับสาวรัสเซียเธอได้มีแม่เลี้ยงที่ใจร้ายและในตำนานเขาได้บอกว่าแม่เลี้ยงนั้น

สวยงามเพียงแค่แก่กว่าสโนว์ไวท์แค่นั้นเองและแม่เลี้ยงของเธอก็ได้แต่งงานกับพระบิดาของเธอจึงทำให้เธอเก็บกดมากเนื่องจากแม่เลี้ยงใจร้ายแย้งความรักไปจากพ่อจนหมดแถมตัวเองก็กลายมาเป็นคนใช้ในวังศ์แทที่สโนว์ไวท์จะมีสิทธิ์ที่จะครองราชต่อพระบิดาในสายตาของสโนว์ไวท์ได้มองแม่เลี้ยงเป็นแม่มดอาบใช้คาถาทำเสน่ห์ทำให้พ่อตนเองหลงไหล

แต่ความเป็นจริงแล้วแม่เลี้ยงของสโนว์ไวท์ไม่ใช่แม่มดแต่อย่างใดแต่เป็นคำประนามจึงทำให้ถูกเผาทั้งเป็นอีกทั้งยังเป็นความแก้แค้นของสโนว์ไวท์อีกด้วยเพราะแม่เลี้ยงใจดำมากได้ไปจ้างนายพรานพาเธอไปฆ่าและก็เอาหัวใจมาให้ดูเป็นหลักฐาน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

ตำนานของต้นมณีโคตร

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

วันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับต้นมณีโคตรต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ครพระเพ็งหนึ่งเดียวในโลกต้นชี้ตายปลายชี้เป็นที่เราได้หาข้อมูลมาให้ทุกคนได้ศึกษาหาข้อมูลกันไปรับชนกันได้เลย

น้ำตกครพระเพ็งได้เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งแขวงจำปาสัก ที่ สปป.ลาว ถึงแม้ว่าจะเรียกกันว่าน้ำตกแต่แท้ที่จริงแล้ว ครพระเพ็ง นั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขง ซึ่งในคำว่า คร ในภาษาลาว ก็จะหมายถึงคำว่าแก่งนั่นเอง โดยครพระเพ็งนั้นก็ได้ถือว่าเป็นครหรือว่าได้เป็นแก่งที่มีขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมากที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขงและในส่วนของพระเพ็งนั้น

ก็จะมีความหมายก็คือ คืนพระจันททร์วันเพ็ง  ซึ่งตรงจุดที่เป็นแก่งของครพระเพ็งก็เป็นแก่งที่ได้มีขนาดที่ใหญ่อีกทั้งที่แก่งแห่งนี้ก็ยังได้มีระดับความสูงกว่า10เมตร จึงทำให้สายน้ำโขงที่ได้ไหลมาที่ตรงนี้ถือว่าน้ำเชียวกรากและเมื่อน้ำได้ไหลลงไปกระทบกับหินที่ได้อยู่ด้านล่างนั้นอย่างแรงที่ได้กลายมาเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่งามตา

จนได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกแห่งเอเชีย เนื่องจากความสวยงามที่อลังการงามตาแล้วก็ยังได้มีอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญที่ได้มีอยู่คู่กับครพระเพ็งก็คือต้นมณีโคตรหรือมณีโคตรในภาษาลาว ซึ่งได้มีอายุเก่าแก่และยังได้สันนิษฐานกันอีกว่าต้นมณีโคตรนั้นน่าจะมีอายุเป็นร้อยปีหรือไม่ก็อาจจะถึงพันปีที่ได้ขึ้นต้นอยู่กลางแก่งของแม่น้ำโขง ซึ่งคนในประเทศลาวได้ถือว่าให้เป็นต้นไม้ที่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์และยังได้เชื่อว่าต้นมณีนั้นได้มีเพียงแค่ต้นเดียวในโลก

ทั้งนี้ในตำนานก็ยังได้เรียกว่าเป็นต้นชี้ตายปลายชี้เป็น โดยถ้าหากว่าใครที่ได้นำเอาที่ด้านหัวขอกิ่งชี้ไปที่ใครบุคคลนั้นก็จะตายและถ้าหากว่าได้เอาด้านปลายของกิ่งชี้ได้ที่คนตายบุคคลที่ตายนั้นก็จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้ สำหรับแกนของกิ่งต้นมณีโคตรถ้าหากได้ตัดออกมาดูแล้วมันจะมีสามสีด้วยกันจะออกสีนวนเหมือนกับไข่ไก่สีม่วงและสีชมพูที่ได้เป็นชื่อที่มาของต้นมณีโคตร สำหรับต้นมณีโคตรต้นนี้หากใครที่ได้มองอีกมุมหนึ่งก็จะมีรูปร่างลักษณะที่ดูคล้ายกันกับเขาควาย

ซึ่งมันจะมีอยู่สามกิ่งหลักๆกิ่นด้านหนึ่งจะหันไปทางฝั่งประเทศลาวอีกทั้งคนลาวก็ยังได้เชื่ออีกว่าใครคนใดที่ได้รับประทานผลที่ได้ออกมาจากกิ่งนี้จะมีความแก่ชรามากขึ้นและอีกกิ่งหนึ่งได้หันไปทางฝั่งเขรมหากใครที่หลงไปรับประทานเข้าจะกลายเป็นลิงและอีกหนึ่งกิ่งได้หันมาทางฝั่งประเทศไทยหากใครที่ได้รับประทานผลของกิ่งนี้ก็จะหนุ่มขึ้นบางคนก็บอกว่าไม่ว่าจะกินกิ่งไหนก็จะมีพลังที่เหนอมนุษย์ทั้งยังเชื่อกันอีกว่าปลายกิ่งของทั้งสามนั้นจะเจริญเป็นมรดกแห่งอินโดจีน

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานอำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

   อำเภอตากใบนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ทางภาคใต้เลยคนสมัยโบราณนั้นได้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานอำเภอตากใบว่าเหตุผลที่ต้องเรียกอำเภอนี้ว่าปากใบนั้นมาจากสาเหตุอะไรซึ่งคนแก่ในสมัยโบราณได้บอกว่าเรื่องราวที่เป็นตำนานนี้มีเรื่องเล่ามามากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่อยุธยายังคงรุ่งเรืองมีพ่อค้าจากชาวจีนล่องเรือมาค้าขายกับที่ประเทศไทยนั้นค่อนข้างเยอะสำหรับตำนานของตากใบนั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้มีการนำสินค้าจากเมืองจีนไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามหรือเครื่องเบญจรงค์ต่างๆ

นำมาขายที่เมืองไทยโดยในเดือนนั้นก็จะมีการบรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมากทั้งเครื่องปั้นดินเผารวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆโดยหวังว่าจะนำสินค้านั้นมาขายที่ประเทศไทยตรงบริเวณแหลมมลายูแต่อย่างไรก็ตามในขณะที่เรือกำลังล่องมากลางทะเลอยู่โดยเรือนั้นใกล้จะมาถึงบริเวณปากอ่าวของประเทศไทยทางด้านตอนใต้อยู่แล้วแต่อยู่ๆก็มีลมทะเลพัดแรงขึ้น

มาทำให้มีขึ้นลงและคลื่นลมแรงนี่เองที่ส่งผลทำให้เรือได้รับความเสียหายพ่อค้าชาวจีนที่เป็นเจ้าของสินค้าบนเรือจึงได้สั่งให้ไส้กรองนั้นทำการปลดใบเรือลงมาเพื่อป้องกันใบเหลืองเสียหายแต่อย่างไรก็ตามเพราะคลื่นลมที่แรงมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้เหลือนั้นจมลงอยู่ภายใต้ทะเลแต่ว่าพ่อค้าชาวจีนรวมถึงไต้ก๋งและคนอื่นๆที่เป็นรูปเรือต่างก็พากันว่ายน้ำช่วยเหลือตนเองพยายามพากันขึ้นฝั่งซึ่งสามารถที่จะว่ายน้ำมาถึงเกาะแห่งหนึ่งและเมื่อขึ้นมาบนเกาะได้พวกเขานั้นก็เห็นว่าเกาะแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์มีต้นไม้

เยอะเขาจึงได้พากันถอดเสื้อผ้าที่เปียกปากแถวตามกิ่งไม้รวมถึงไปขนของที่น้ำนั้นพัดเข้าฝั่งมานำไปตากรวมถึงใบเรือที่มีการปลดล็อคเอาไว้ก็เอาไปตากด้วยอย่างไรก็ตามที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้างแต่เป็นเกาะที่มีคนอาศัยอยู่และได้มีชาวมลายูคนหนึ่งไปทำการตัดกิ่งไม้ซึ่งบังเอิญว่าต้นไม้ที่เขาตัดนั้นอยู่ใกล้กับเสื้อผ้าที่ชาวจีนนั้นนำมาตากด้วยความโลภ

อยากจะได้เขาจึงไปตัดกิ่งไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่แต่บังเอิญว่าชาวจีนและลูกน้องนั้นมาเห็นเข้าจึงได้ร้องโวยวายขึ้นซึ่งชาวมลายูก็ได้ขอโทษชาวจีนไปและสัญญาว่าจะไม่ทำอีกทำให้ชาวจีนนั้นให้อภัยชายคนดังกล่าวหลังจากนั้นชาวจีนก็อาศัยอยู่ที่บนเกาะแห่งนั้นเรื่อยมาจนต่อมาก็มีเรือของชาวจีนนำสินค้ามาขายมากมายชาวจีนจึงได้มีการซื้อสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ

และก็อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งตรงบริเวณที่ชาวจีนมาอาศัยอยู่นั้นเขาได้มีการตั้งชื่อไว้ว่าตากใบซึ่งมีชื่อ ที่ เขานั้นได้นำใบเรือมาตากนั่นเองในปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นวัตถุโบราณต่างๆที่ขนมาจากเมืองจีนและประสบอุบัติเหตุทางเรือถูกนำมาแสดงโชว์ไว้ที่วัดชลธาราสิงเหซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปดูข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณก็สามารถไปหาดูกันได้ที่วัดได้เลย 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ตำนานภูกระดึง

Posted on 28 มิถุนายน 202028 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

        ภูกระดึงเปรียบได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนั้นมักนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะไปท่องเที่ยวกันในช่วงฤดูหนาวเพื่อต้องการไปสัมผัสกับบรรยากาศที่เย็นสบายและสดชื่นเนื่องจากที่ภูกระดึงแห่งนี้จะมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะและเต็มไปด้วยป่าเขาแน่นอนว่าเมื่อมีภูเขามีป่าก็ต้องมีตำนานที่ลึกลับ ให้เรานั้นได้ลองค้นคว้าดู

สำหรับชื่อของคำว่าภูกระดึงนั้นความหมายของมันก็คือระฆัง หรือชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่ากระดิ่งซึ่งตามตำนานมีการเล่าถึงเรื่องราวการเกิดชื่อของภูกระดึงมีว่าในสมัยโบราณนั้นที่ภูเขาลูกนี้ชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงระฆังดังอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้านต่างก็เชื่อกันว่าที่ภูกระดึงนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของคนในหมู่บ้านเมืองลับแลหรือที่เรียกกันว่า

หมู่บ้านผีบังบดโดยชาวบ้านเล่ากันว่าเสียงระฆังที่พวกเขาได้ยินนั้น มักจะได้ยินเฉพาะในช่วงที่เป็นวันพระเท่านั้น ซึ่งปู่ย่าตายายมักจะบอกลูกหลานของตนเองว่าเสียงระฆังที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงระฆังของพระอินทร์ส่วนหมู่บ้านบังบดนั้น คนธรรมดาจะไม่สามารถมองเห็นหมู่บ้านนี้ได้แล้วจะหาใครเดินทางไปเข้าใกล้หมู่บ้านนี้ว่าจะทำให้หมู่บ้านนี้อันตรธานหายไปจากสายตาทันที ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านนั้นมองเห็นเป็นป่าแทน มีเรื่องเล่ากันว่าประมาณปีพ.ศ 2348 

ได้มีพรานป่าคนหนึ่ง ได้เดินทางมาจากนครจำปาสักดิบประเทศลาว และเมื่อเดินทางมาเรื่อยๆเขาก็เจอผืนป่าแห่งหนึ่งซึ่งมองว่ามีความอุดมสมบูรณ์จึงได้มีการชักชวนให้ญาติพี่น้องของเขา มาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นี่ซึ่งปัจจุบันนั้นก็คือผานกเค้านั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ตรงบริเวณผานกเค้านั้นจะเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวพากันไปต่อรถเพื่อจะเดินทางขึ้นภูกระดึงนั่นเอง

มีอยู่มาวันหนึ่งนายพรานคนดังกล่าวนั้นได้ออกไปหาอาหารป่าเขาได้เดินทางไปพบกับพื้นป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ว่ามีสัตว์ป่าน้อยใหญ่กำลังหากินอยู่และเมื่อสัตว์หันมาเห็นเขาก็ไม่ได้เกิดความกลัวแต่อย่างใด และด้วยสัญชาตญาณของพรานป่าแล้วเขาจะรู้ดีว่าหากสัตว์ป่าตัวไหนไม่เกิดความกลัวคนแสดงว่าสัตว์นั้นอาจจะเป็นสัตว์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาจึงไม่กล้าที่จะทำการฆ่าสัตว์ตัวไหนเลย

และกลับมาที่บ้านพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับญาติของเขาฟัง อย่างไรก็ตามป่าที่ทางพรานได้เห็นนั้นปัจจุบันก็คือภูกระดึงนั่นเองซึ่งปัจจุบันนั้นเราจะเห็นว่าจะมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดอาศัยอยู่ส่วนตำนานที่มีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของเสียงระฆังดังมาจากภูกระดึงนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่มีการพูดถึงกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน