สงครามเกาหลีเหนือโจมตียึดเกาหลีใต้

Posted on 17 กันยายน 202017 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับเหตุการณ์สงครามเย็นที่ทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวทมนต์น้ำแข็งสาดใส่กันไม่ใช่ๆเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันหมดคำว่าสงครามเย็นมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับน้ำแข็งและอุณหภูมิเลยคือถ้าจะให้อธิบายถึงสงครามเย็นให้เห็นภาพเพื่อนๆรอบนึกถึงโต๊ะข้าวโต๊ะหนึ่งที่เพื่อนกำลังนั่งกินกันสองคนที่รู้ว่าเขาไม่ถูกกันนั่งกินไปก็เงียบไป

แม้กระทั่งทั้งสองคนนี้เขาจะไม่ลุกมาใฝ้กันแต่เราจะรับรู้ถึงพลังอำนาจอะไรบางอย่างที่มันได้ทำให้เรานั้นได้เสียวสันหลังอยู่นั่นแหละเพื่อนพอจะนึกภาพของสงครามเย็นออกกันใช่ไหมคือทั้งสองประเทศก็ไม่ได้มาสู้กันตรงๆหรือจะเรียกอีกอย่างก็คือสงครามแบบมือไม่ไม่เปื้อน

ซึ่งก็อย่างที่รู้กันดีว่าทั้งสองประเทศนี้ไม่อยากจะให้ประเทศของตัวเองได้รับความลำบากจากสงครามอีกแล้วแต่ใความลำบากนี้ถ้ามันได้ไปตกอยู่ในประเทศก็โอเค

นอกจากนี้ในการทำสงครามในรูปแบบใหม่ก็เลยเปลี่ยนไปเป็นการทำสงครามในรูปแบบลักษณะของสงครามตัวแทนที่ในแต่ละฝ่ายเขาก็จะส่งอาวุธอะไรแล้วก็เสี้ยมสอนให้ทั้งสองดินแดนที่เขาได้ทำการส่งไปนั้นให้ได้ทำการรบกันเอง

จากนั้นย้อมกลับมาที่เกาหลีในความที่อยากจะรวมชาติมันก็ยังไม่ได้หายไปไหนเกาหลีก็อยากจะรวมชาติจนตัวสั่นแต่ทว่าเรื่องของปัญหาของระบบนี้เองที่ทำให้ตกลงกันไม่ได้สักทีแต่อย่าไปพูดอย่างนั่นอย่างนี่เลยในเมื่อใช้การเลือกตั้งไม่ได้ก็ยึดมันสะเลย

เมื่อเกาหลีเหนือได้ยินตอนนั้นที่มีโซเวียตเป็นแบ็คเขาก็จะมีอาวุธและเครื่องมือที่ตกรุ่นแล้วของโซเวียตอยู่เพียบเลยก็ได้ยกพลไปกระทืบเกาหลีใต้ตายจนถึงกรุงโซกันเลยทีเดียว

ซึ่งก็ได้ใช้เวลารวดเร็วมากประมาณ1วันเท่านั้นเองรัฐบาลของเกาหลีใต้ก็กระจายพยายามหนีกันรอดลงไปทางตอนใต้และในตอนนั้นเองสหรัฐที่เป็นแบ็คให้กับเกาหลีใต้เขาก็ยังไม่ได้ไปใส่ใจอะไรมากนักเพราะว่าเขานั้นได้อยู่ในกลุ่มสหประชาชาติที่พอจะเข้าไปสู้รบเลยก็ดูว่ามันจะน่าเกลียดด้วยความที่ว่าสหประชาชาติได้มีนโยบายที่ทำให้โลกมีสันติดสุข

เนื่องจากนี้ใครที่ยังไม่เข้าใจเรื่องของสหประชาชาติมันจะเป็นหนึ่งในสมาคมที่เขาได้ตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลกเพื่อที่จะทำให้โลกได้มีความสงบสุขไม่มากทะเลาะกันเป็นเหมือนกับเวทีเจรจาเพื่อที่จะให้ลิ้นกับฟันกระทบงานๆ

ด้วยเหตุนี้เองสหรัฐก็จึงไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ก็เลยทำให้เกาหลีใต้ต้องเอาตัวรอดไปก่อน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สถิติหวยลาว 62

ประวัติพระปรางศ์ราชบูรณะ

Posted on 9 กันยายน 20209 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

พระปรางศ์ราชบูรณะสถานที่พระปรางแห่งนี้ที่ได้มีความโด่งดังและมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นเพราะว่าเมื่อก่อน พ.ศ.2500ได้มีการลักลอบขุดหาสมบัติและเขาก็พบสมบัติจริงๆด้วยและสมบัติส่วนหนึ่งที่ได้เป็นทองจำนวนมากปัจจุบันได้ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสรรพยารวมถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่พระนครที่กรุงเทพด้วยแต่ว่า

นอกเหนือจากสมบัติที่เป็นพวกเครื่องทองต่างๆแล้วภายในพระปรางศ์วัดราชบูรณะยังได้มีจิตกรรมที่จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและโลกตะวันออกคือจีนและอยุธยากับโลกตะวันตกคือพวกแขก

กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะความสัมพันธ์ของโลกตะวันออกและตะวันตกตรงพื้นที่บริเวณนี้นอกเหนือจากจะเป็นที่ที่มีภาพจิตกรรมอยู่แล้วและยังเป็นที่ที่เป็นบริเวณคนร้ายที่ได้เข้ามาทำการลักลอบขุดลงไปข้างใต้เราจะเห็นร่องรอยของตัวหลุมที่พวกเขาพยายามที่จะขุดเจาะลงไปผลที่ตามก็คือข้างใต้นั้นที่ได้มีภาพจิตกรรมฝาผนังเหมือนกันก็ได้ถูกทำลายไปและจะมีตรงส่วนที่เป็นเพดานของกรุของสมบัตินั่นก็แปลว่ากรุของสมบัตินั้นจะตองอยู่ข้างใต้และที่เป็นส่วนข้าบนของกรุมสมบัตินั้นที่มีผนังล้อมรอบอยู่ก็จะเต็มไปด้วยรูปของผู้คนเต็มไปหมดเลย

ซึ่งตัวผู้คนนั้นได้มีมาจากหลากหลายประเทศตัวอย่างเช่นผนังที่อยู่ด้านนี้เราก็จะเห็นรูปภาพของคนจีนที่ได้ถือกาน้ำชามีตัวอักษรจีนบ้างคำนั้นมันไม่สามารถที่จะอ่านได้เขียนเพื่อให้มันดูเป็นตัวอักษรจีนแต่ว่ามันไม่ใช่ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็จะเห็นเป็นรูปของพวกเหล่าเทวดาเหล่านางฟ้า

นอกจากนี้ยังได้เป็นพวกมีอิทธิพลของแบบศิลปะของศรีลังกาก็จะมีล้อมอยู่เหมือนกับว่าเป็นเทพชุมนุมหรืออะไรทำนองนั้นให้กับกรุสมบัติที่ได้อยู่ข้างใต้ดูได้จากเราจะเห็นลักษณะเป็นอย่างนี้ได้จากตัวของเครื่องแต่งกายเรื่องของมงกุฎรวมไปถึงการจัดรูปภาพในฝาผนังจิตกรรม

รูปทั้งหมดของคนต่างๆเหล่านี้มันจะล้อมอยู่รอบเหนือเพดานของผนังกรุลักษณะเหมือนกับว่าเป็นเทพชุมนุมในการที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยเรานั้นเราจะดูเฉพาะภายในเมืองไทยดูเฉพาะแผนที่ขวานทองสุวรรณภูมิไม่พอมันจะต้องดูด้วยว่าจีนเป็นยังไงอินเดียเป็นยังไง

ซึ่งในตอนนั้นความสำคัญมันอยู่ที่ว่าจีนมันมาถึงในยุคที่มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงผ่านจากราชวงศ์หยวนราชวงศ์ของพวกมองโกจะมาสู่ราชวงศ์หมิงและเป็นราชวงศ์จีนและเราคิดว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้มันได้ทำให้สสถานการณ์ของการเมืองในเมืองจีนมีผลกระทบต่อในดินแดนในแทบบ้านของเรา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

เกาหลีใต้เลิกเผด็จการได้อย่างไร?

Posted on 31 สิงหาคม 202031 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

ในประวัติศาสตร์หลายๆประเทศที่เขามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้ล้วนแต่มีประวัติการต่อสู้ที่ยากลำบากกว่าที่จะสลัดตัวเองให้หลุดจากการปกครองแบบเผ็ดจการก็ล้วนแต่ใช้เวลาอันยาวนานหลายสิบปีและที่สำคัญการที่จะรักษาประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ทำยากอีกหลายๆประเทศถูกฝ่ายอำนาจนิยมกลับมายึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารโดยกองทัพหรือการเล่นแร่แปรธาตุกลไกทางการเมืองต่างๆ

จนอำนาจไม่ยึดโยงกับประชาชนและกลับไปเป็นเผ็ดจการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่สุดบางประเทศก็สู้วนๆไปแบบนี้หลายสิบปีหรือร้อยปีก็มีหรือถึงแม้ประเทศนั้นๆจะมีรัฐธรรนูญที่ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นประชาธิปไตยแต่ในความเป็นจริง

ประชาชนในประเทศนั้นๆก็ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองจริงๆ เช่น ถือจะมีการเลือกตั้งแต่ก็ไม่ได้บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือว่ากลุ่มอำนาจเก่าแทรกแซงการเมืองด้วยกลไกของข้าราชการที่เลือมาจากยุคปกครองด้วยอำนาจนิยมทำให้การเมืองอ่อนแอไร้เสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคมไม่พัฒนา

สำหรับเรื่องของเกาหลีใต้นั้นเพราะว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อเป็นประชาธิปไตยหรือDemocratizationของเกาหลีใต้มักจะถูกจัดเป็นกรณีศึกษา

เพื่อจะเทียบเคียงกับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างที่เราทราบกันดีหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกาหลีก็ๆได้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศขีดเส้นที่ใกล้กับเส้นขนาดที่38ตรงกลางประเทศพอดีตอนแรกทางเหนือก็ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและทางใต้ได้รับสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

สำหรับความเป็นเผด็จการของเกาหลีเหนือเราคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันแล้วแต่สำหรับเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี1948ก็ปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งหลายครั้งมากแต่ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยสักทีล้มลุกคลุกคลานเป็นวงจรอุบาทว์

ฝ่ายอำนาจทหารปราบขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีรัฐประหารมีการปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงกว่าที่จะเข้าสู่ช่วงที่ประชาธิปไตยเดินหน้าจริงๆก็หลังจากปี1987ไปแล้วเกาหลีใต้เองก็ได้อยู่กับอำนาจเผด็จการทหาร39ปี

เกิดอะไรขึ้นในปี1987 ทำไมอำนาจเกาหลีใต้ถึงกลับมาอยู่ในการเมืองไม่ได้อีกแล้วแล้วก่อนหน้านี้เลือกตั้งเยอะแยะทำไมไม่ช่วยอะไรเราจะไปหาคำตอบกันเกาหลีใต้หรือสาธารณรัฐเกาหลีที่จริงเขาถือว่าเป็นสาธารณรัฐที่หกแล้วคล้ายๆกับฝรั่งเศสคือนับเริ่มสาธารณรัฐใหม่

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่สำคัญ เราก็จะขอเล่าโดยจะแบ่งเป็นยุคตามสาธารณรัฐก็น่าจะเข้าใจได้ง่ายดียุคสาธารณรัฐแรก1948-1960เรามาเริ่มกันที่ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ “รีซึงมัน” เป็นพลเรือนแต่ก็เป็นเผด็จการด้วยปกครองยาวนานถึง12ปีเลยทีเดียวในตอนนั้นหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองได้จบลงสหรัฐอเมริกากับโซเวียตไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะให้ใครปกครองเกาหลีดีทางสหภาพโซเวียตก็เชัยร์พรรคคอมมิวนิสต์ของเกาหลีส่วนสหรัฐก็เชียร์รัฐบาลในจีนก็เลยขีดเส้นเอาไว้เป็นการแบ่งชั่วคราว

ประวัติศาสตร์ 4สส. เสืออีสาน

Posted on 30 สิงหาคม 202030 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

เมื่อคณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นำมาสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ในวันที่24มิถุนายน 2475 ทำให้โฉมหน้าทางการเมืองไทยจะต้องมีการเปลี่ยนไปจากเดิมหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยน 2475ได้ผ่านไปปีเดียว ได้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ในครั้งนั้นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาต่างๆของอีสานได้ถูกตีแผ่เข้าสู่สภาเป็นครั้งแรกจากประธานสภารุ่นแรกได้ส่งผลให้เกิดมีความตื่นตัวของภูมิภาคขึ้น

การเมืองที่เกิดขึ้นในสมัยใหม่ที่ได้มีการจัดเลือกตั้งในระดับชาติและท้องถิ่นที่ได้มีส่วนสำคัญในการ “ ย้ำหน่ออ่อนของท้องถิ่น นิยมและภูมิภาคนิยม”  ซึ่งได้เกิดขึ้นมาก่อน ในปีพ.ศ.2475 เพื่อทำให้มีความชัดเจนมากยินขึ้น

ซึ่งในปัญหาของอีสานก็เริ่มได้มีการเหลียวแลหันกลับมามองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยหลังจากจบบทบาทนักต่อสู้จากทางภาคอีสานได้เกิดขึ้น ในนามของ4สส.อีสาน หลังจากนั้นก็ได้มีการเรียกกันต่อมาว่า 4เสืออีสาน

นอกจากนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักชีวิตและผลงานของ4รัฐมนตรีอีสาน ซึ่งเรียกได้ว่าได้มีความโด่งเด่นมากที่สุดในช่วงทศวรรษ2480เป็นต้นมา ด้วยการทำงานเพื่อสะท้อนและได้เป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านอีสานผู้ที่ทุกข์ยากอีกทั้งยังได้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามจากชายขอบเพื่อที่จะได้เข้ามาต่อรองสิทธิของตนในระดับชาติแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน

เมื่อด้าน4สส.ที่ได้เป็นตัวแทนอีสานได้ถูกมองว่าเป็นพวกกบฏที่ได้คมีความคิดแบ่งแยกดินแดนจึงได้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมที่ กม.ที่14 

สำหรับ4สส. อีสานประกอบไปด้วย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส. อุบลราชธานี นายจำลอง ดาวเรือง มหาสารคามนายถวิล อุดล ร้อยเอ็ด นายเตียง ศิริขันธ์ สกลนคร  

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส. อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่9 มิถุนายน พ.ศ.2449 เป็น สส. จ.อุบลราชธานีรวม4ครั้งนับตั้งแต่ครั้งแรกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีถึง6สมัย  นายทองอินทร์เป็นนายชั้นผู้นำระดับภูมิภาคเห็นสภาพของสังคมในเศรษฐกิจของอีสานมานักต่อนักแล้วเรียนหนังสือจบชั้นมัธยม6จากอุบลแล้วมาจบมัธยม8จากสวนกุหลาบได้ประกาศนียบัตรครูประโยคมัธยม

ดังนั้นจึงมีชีวิตกับราชการครูก่อนที่จะย้ายเป็นนายอำเภอและโยกย้ายไปหลายจังหวัดเขาให้เขาติดดินและได้มองเห็นปัญหาของสังคมในระดับล่างของประชาชน

นอกจากนี้เมื่อได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาการธรรมศาสตร์และการเมืองเปนตลากวิชาการครั้งแรกนายทองอินทร์ก็เรียนจบได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต

ซึ่งจะกล่าวได้ว่านายทองอินทร์นั้นได้เป็นเสมือนว่าเป็นหัวหน้าทีมของ4เสืออีสานได้มีความเชียวชาญในการอภิปรายอย่างมีสาระยิ่งในสภาเปรียบได้ว่าเป็นสส.ที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว

กระบวนการเรดการ์ดเริ่มถูกลดทอนอำนาจลง

Posted on 29 สิงหาคม 202029 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เมื่อถึงปลายปี1967 เมื่อได้มีคนถูกPurgeกันไปจนจะหมดอยู่แล้วในที่จุดนั้น Red Guard เริ่มบุกเข้าไปเผาทำลายค่ายทหารแล้วหัวขบวนการปฏิวัติวัฒนธรรมก็พยายามจะเบาๆลงเพราะตามธรรมชาติของการPurgeกันในทุกสังคมขบวนการจะเริ่มกลืนกินตัวเองจนไม่เหลืออะไรเลยเพราะว่าการที่จะบอกว่าใครจงรักภักดีต่ออะไรมากกว่ากันไม่มีทางที่จะจบสิ้น

เพราะเมื่อได้มีคนอยู่มากกว่า1คนย่อมต้องมีการเปรียบเทียบว่าใคร….มากกว่ามีABกับC  AกับB ร่วมมือกันกล่าวหาว่านั้นได้เป็นพวกของนายทุนไม่ใช่พวกของคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงCดดนลากไปฆ่าที่นี้ก็เหลือ  AกับB

คำถามคือ AกับBใครจะจงรักภักดีกว่ากันก็ต้องมีใครคนหนึ่งจะต้องถูกลากออกไปฆ่าเพราะรักน้อยกว่าในกระบวนการPurgeมันก็จะเป็นแบบนี้ก็อย่างที่ได้บอกในปลายปี 1967กระบวนการเรดการ์ดเริ่มถูกลดทอนอำนาจลงโรงเรียนในระบบถูกปิดทั้งหมดพรรคคอมมิวนิสต์ได้ออกนโยบายส่งเยาวชนเรดการ์ดออกไปอยู่กับชาวนาในชนบทนโยบายนี้จงทำให้ประชากรเมืองถึง10%หายไปเลยและนโยบายSent Down Youth กินเวลาไปอีก10ปีเยาวชนี่ได้ถูกส่งออกไปต่อมาถูกเรียกว่าThe Lost Generatinoหรือว่าคนรุ่นที่สูญหายเพราะจะต้องออกจากโรงเรียนกลางคันโรงเรียนถูกปิดโอกาสทางการศึกษาจบลง

นอกจากนั้นเมื่อพวกเขาได้กลับเข้ามาสู่สังคมเมืองประธานเหมาเจ๋อตงและรูปแบบของการปกครองประเทศก็ได้ถูกพลิกไปในทางทุนนิยมคือกลับหลังหันจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่เยาวชนเหล่านี้แทบจะถูกล้างสมองมาก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม100%เลยทีเดียว

เนื่องจากนี้ในปี1967หลังจากที่ความรุนแรงของเรดการ์ดได้เริ่มซาลงบทบาทของเจียงชิงและทีมอีกสามคนคือ จางชุนเฉียว เหยา เหวินหยวน และ หวาง หงเหวิน ก็ชัดเจนมากขึ้นเพราะกลายเป็น4ผู้ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากในพรรคอย่างชัดเจนบทบาทที่สำคัญของแก๊ง4คน ก็คือบทบาทการผลิตงานโฆษณาชวนเชื่อทางวัฒนธรรม

การแพร่ขยายโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกต้องและการตัดสินงานวัฒนธรรมอื่นๆว่าอันไหนถูกอันไหนผิด งานเขียน งานภาพ งานละคร งานเพลง อันไหนถูกต้องยอมรับได้งานไหนเป็นปฏิปักษ์ต่ออุดมการณ์งานไหนที่ยังคงแสดงความจงรักภักดีต่อประธานไม่พองานไหนคนเขียนสมควรติดคุกงานทางศิลปะวัฒนธรรมทั้งหมดในช่วงนั้นใีเพียงTheme เดียวคือTheme เชิดชูประธานเหมาและพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ซึ่งงานในยุคนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ทางPop Cultureอย่างหนึ่งที่คนจะนึกถึงเมื่อคิดถึงศิลปะสมัยใหม่ของจีนตอนนี้มันก็ดูเก๋ ดูป๊อป ดูอาร์ตอะแต่ว่าที่มาที่ไปของความพังของชีวิตของคนจีนจำนวนมากก็เป็นเบื้องหลังของงานเหล่านี้เหมือนเป็นสองหน้าของเหรียญที่แยกกันไม่ได้เลย

 

ขอขอบคุณ  bk8  ที่ให้การสนับสนุน

สงครามกลางเมืองเอธิโอเปีย

Posted on 16 กรกฎาคม 202016 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

โซมาเลียถือได้ว่าเป็นพื้นที่สำคัญของทวีปแอฟริกาจึงทำให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตต้องการที่จะเข้าครอบครองการสนับสนุนดังกล่าวจึงทำให้โซมาเลียได้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนากองทัพอย่างรวดเร็วจนมาถึงในปี2520ก็ได้เปิดศึกกับประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งปกครองไปด้วยระบอบคอมมิวนิตส์สงครามได้เป็นไปอย่างดุเดือดและมีความรุนแรงในช่วงแรกนั้นกองทัพโซมาเลียประสบความสำเร็จสามารถยึดพื้นที่ครอบครองได้เป็นจำนวนมากแต่สถานการณ์ก็พลิกผัน 

เมื่อสหภาพโซเวียตได้ส่งกำลังช่วยเหลือเอธิโอเปียได้มีการส่ทหารโซเวียตนับพันนายทหารคิวบาและทหารตะวันออกกว่า2หมื่นนายได้เข้าสู่สมรภูมิในที่สุดสงครามก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพโซมาเลียของนายSiad Barre ภายหลังจากความพ่ายแพ้นายSiad Barre ก็ได้หันมาสร้างความสัมผัสกับสหรัฐอเมริกาซึ่งได้เป้น๕ุ่ปรับของสหภาพโซเวียตเพื่อเสริมสร้างแสงยานุภาพของตน

ในปี2522ความพ่ายแพ้กับสงครามเอธิโอเปียในครั้งนี้มันได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแนวความคิดในการขยายอำนาจแบบชาตินิยมของนายSiad Barre ก็ได้จางหายไปแต่สิ่งที่ได้ทดแทนขึ้นมาคือนโยบายการแบ่งแยกและปกครองซึ่งได้เป็นรูปแบบของการล่ายุคอาณานิคมตะวันตกที่ได้ใช้กันมาอย่างยาวนาน โดยเขาได้สนับสนุนผู้มีอิทธิพลต่างๆให้คานอำนาจซึ่งกันและกันเช่นกลุ่มUnited Somail Congress นำโดยFarah Aididนอกจากนี้ก็ยังได้มีกลุ่มโซมาเลียกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ล้วนแต่เป็นฐานค้ำจูนของเขามาโดยตลอด

นโยบายดังกล่าวนี้มันได้ส่งผลให้กองกำลังติดอาวุธมากมายทั้งกำลังกึ่งทหารกำลังศาสนาหัวรุนแรงกลุ่มชนเผ่าต่างๆซึ่งก็ได้กลายมาเป็นเครื่องมือของนายSiad Barreในการปกครองประเทศแต่สิ่งที่มันได้ส่งผลกระทบอย่างแรงจากนโยบายนี้คือทความรู้สึกของคนโซมาเลียถูกทำให้ขาดความเป็นหนึ่งไม่มีการหลอมรวมเป็นชาติอย่างสิ้นเชิง

หากแต่ว่าจะขึ้นอยู่กับกลุ่มเผ่าตระกูลหรือผู้คนที่ตนนั้นได้จงรักภักดีเท่านั้นเขาก็ได้ดำเนินการเป็นเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆมีการใช้กองทัพโซมาเลียและใช้กองกำลังติดอาวุธต่างๆทำการสังหารโหดและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมต่อเนื่องเขาได้ส่งกองกำลังโจมตีและทิ้งระเบิดถล่มด้วยปืนใหญ่สังหารประชาชนในพื้นที่ตอนเหนือซึ่งเดิมก็คือพื้นที่บริติชอย่างรุนแรงจนได้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากการกระทำดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลของเขาได้มีความเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็วกองกำลังกลุ่มต่างๆก็ได้เริ่มหันเข้ามาต่อต้านเขาโดยมีเอธิโฮเปียคู่ปรับเก่าได้ให้การสนับสนุนอย่างลับๆ

จนกระทั่งในปี2523อีกหนึ่งปีต่อมาผลของสงครามและการปราบปรามประชาชนมาอยางต่อเนื่องส่งผลให้เศรษฐกิจของโซมาเลียต่ำเป็นอย่างมากแต่รัฐบาลของนายSiad Barreก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้แถมยังมีความรุนแรงทวีคูณอย่างเหี้ยมโหด

 

สนับสนุนโดย  entaplay แทงบอลออนไลน์

นครทองคำเอลโดราโด้มีอยู่จริงๆบนโลกหรือเปล่า?

Posted on 15 กรกฎาคม 202015 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เวลาที่เราได้พูดถึงนครที่หายสาบสูญไปในอดีตหรือว่านครที่ถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะนึกถึงอยู่หลายมหานครหรือหลายเมืองเช่นกันถ้ายกตัวอย่างเมืองที่ดังๆหลายๆคนก็คงจะรู้จักกันเป็นพวกเมืองแอตแลนติสที่เขาว่ากันว่าเคยอบู่บนบกแล้วเคยรุ่งเรืองแต่ปัจจุบันมันได้อยู่ใต้ท้องทะเลเพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหรือบางทีมันก็อาจจะอยู่ใต้ท้องทะเลมาแต่ก่อนแล้ว

แต่เรายังค้นหาไม่เจอหรือจะเป็นเมือง แชงกรีล่า หรือ ซับบาลา ที่เขาได้บอกกันว่ามีอายุอารยธรรมยาวนานกว่า600ปี เมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักกันแต่เราอยากจะบอกว่ามันจะมีอยู่อีกหนึ่งเมืองที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปกว่าแอตแลนติสกับแชงกรีล่า นั่นก็คือเมืองโบราณ เอลโดราโด้  หรรือที่เขาได้เรียกกันว่านครทองคำ

สำหรับเมืองเอลโดราโด้ที่มันได้แตกต่างไปกว่าเมืองที่อื่นอย่างเมืองที่อื่นเขาก็จะมีอารยธรรมเป็นข้าวของเครื่องใช้หรือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั่วไปไม่ได้มีสมบัติหรือของมีค่าอะไรมากมายเพราะส่วนใหญ่ก็จะถูกแย่งชิงแล้วก็ถูกปล้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่เมืองเอลโดราโด้เขาว่ากันว่าได้เป็นเมืองโบราณที่ยังไม่ได้มีการค้นพบแต่มันยังมีการค้นหากันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และมันมีความแตกต่างกับที่อื่นคือมันเป็นเมืองที่เป็นทองคำทุกอย่างเลยตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่เครื่องนุ่งห่มจะต้องมีส่วนผสมหรือองค์ประกอบของทองอยู่และเขาว่ากันว่าพวกตึกบ้านเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่เป็นทองคำแท้100%ทั้งหมดเลย และถ้าเอาข้อมูลตามตำนานที่เรามีเอาไว้ทั้งหมด

ที่เกี่ยวกับเมืองเอลโดราโด้เขายังได้บอกเอาไว้ว่า เมื่อประมาณ4-5ร้อยปีที่แล้วได้มีนักสำรวจชาวสเปนท่านหนึ่งที่ได้มีนามว่าFrrancisco Pizarroก็ได้นำทีมนักสำรวจของตัวเองหลายพันคนได้เดินทางเข้ามาในประเทศปานามา เพื่อที่จะสำรวจดินแดนทางใต้แล้วปรากฎว่าจากการสำรวจดินแดนในครั้งนั้นพวกFrrancisco Pizarroเขาก็ได้ค้นพบอาณาจักรหนึ่งที่ได้มีความรุ่งเรืองในยุคนั้น

มากนั่นก็คือ อาณาจักรอินนคา แต่คำว่ารุ่งเรืองที่เราได้พูดถึงตรงนี้เขาไม่ได้รุ่งเรืองในด้านของเทคโนโลยีหรือนวัฒกรรมแต่เขารุ่งเรืองในด้านของทรัพย์กรทางธรรมชาติทำเลที่พวกเขาอยู่พื้นที่ทำกินพื้นที่ทำการเกษตรกรและตำแหน่งที่พวกชาวอินคาได้อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างที่จะมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนโดย  entaplay online gambling

ประวัติพระพุทธเจ้าในช่วงวัยเด็ก

Posted on 10 กรกฎาคม 202010 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

        เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าพระพุทธเจ้านั้นตั้งแต่เกิดมาก็มีโหรหลวงมาทำนายเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตภายภาคหน้าของพระองค์เอาไว้แล้วว่าหากพระองค์โตขึ้นมานั้นพระองค์จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกซึ่งพระองค์สามารถเลือกได้ว่าจะกลายเป็นกษัตริย์หรืออรรคพัฐที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกคนหนึ่งหรือพระองค์จะเลือกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์หันหน้าเข้าสู่ทางธรรมและกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกที่จะออกมาสั่งสอนให้ทุกคนนั้นกลายเป็นคนดีอย่างไร

ก็ตามในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงเกิดใหม่ๆนั้นด้วยพ่อแม่ทั้งพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาต่างก็คาดหวังให้พระพุทธเจ้านั้นได้เป็นกษัตรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง  จึงได้เฝ้าฟูมฟักให้พระพุทธเจ้านั้นเห็นแต่สิ่งที่สวยงามเมื่อครั้งเกิดใหม่ๆพระมารดาได้ตั้งชื่อให้พระพุทธเจ้าว่าเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งพระองค์จะถูกเลี้ยงในปราสาทราชวังโดยในปราสาทแห่งนั้นจะมีแต่คนสวยงามไม่ว่าจะเป็นข้าทาสบริวารผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะอยู่ในวัยอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปีเท่านั้นเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่เคยเจอเด็กทารกไม่เคยเจอคนชรา

และไม่เคยเจอคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเลยเนื่องจากว่าพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาเกรงว่าถ้าหากเจ้าชายได้เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นก็อาจจะเกิดหันเหจิตใจไปฝักใฝ่ในธรรมมะก็เป็นได้ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าชายสิทธัตถะได้ร่ำเรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองบ้านเมืองรวมถึงศิลปะการต่อสู้ต่างๆเรียกได้ว่าศาสตร์ทุกแขนงเจ้าชายสิทธัตถะเรียนหมด

ซึ่งเล่าลือกันว่าเรียนถึง 18 ศาสตร์ ด้วยกันโดยจะมีพระครูนั้นมาคอยสอนให้ที่ประสาทที่เจ้าชายอยู่นั่นเอง  ว่ากันว่าในสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นหนุ่มนั้นพระบิดาของเจ้าชายนั้นได้มีสร้างปราสาทให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ถึง 3 ประสาทด้วยกันโดยแต่ละประสาทนั้นก็จะเป็นแต่ละฤดูซึ่งเรียกว่าปราสาท 3 ฤดูให้เจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้เลือกเลยว่าจะเข้าพักประสาทไหนและที่สำคัญเมื่อถึงวัยอายุเพียงแค่ 16  ปี

เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อกับแม่หา ซึ่งชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นพบแต่ความสุขมาโดยตลอดและพระองค์ได้มีพระโอรสน้อยของพระองค์เองในตอนที่พระองค์นั้นอายุได้ 29 ปีซึ่งลูกของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้มีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าราหุลและถ้าหากเราหาคำแปลของคำว่าราหุลนั้นก็จะหมายถึงคำว่าบ่วงนั่นเอง ดังนั้นเรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงวัยกลางคนเจ้าชายสิทธัตถะ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดมา

 

ขอขอบคุณ  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานอำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

   อำเภอตากใบนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ทางภาคใต้เลยคนสมัยโบราณนั้นได้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานอำเภอตากใบว่าเหตุผลที่ต้องเรียกอำเภอนี้ว่าปากใบนั้นมาจากสาเหตุอะไรซึ่งคนแก่ในสมัยโบราณได้บอกว่าเรื่องราวที่เป็นตำนานนี้มีเรื่องเล่ามามากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่อยุธยายังคงรุ่งเรืองมีพ่อค้าจากชาวจีนล่องเรือมาค้าขายกับที่ประเทศไทยนั้นค่อนข้างเยอะสำหรับตำนานของตากใบนั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้มีการนำสินค้าจากเมืองจีนไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามหรือเครื่องเบญจรงค์ต่างๆ

นำมาขายที่เมืองไทยโดยในเดือนนั้นก็จะมีการบรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมากทั้งเครื่องปั้นดินเผารวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆโดยหวังว่าจะนำสินค้านั้นมาขายที่ประเทศไทยตรงบริเวณแหลมมลายูแต่อย่างไรก็ตามในขณะที่เรือกำลังล่องมากลางทะเลอยู่โดยเรือนั้นใกล้จะมาถึงบริเวณปากอ่าวของประเทศไทยทางด้านตอนใต้อยู่แล้วแต่อยู่ๆก็มีลมทะเลพัดแรงขึ้น

มาทำให้มีขึ้นลงและคลื่นลมแรงนี่เองที่ส่งผลทำให้เรือได้รับความเสียหายพ่อค้าชาวจีนที่เป็นเจ้าของสินค้าบนเรือจึงได้สั่งให้ไส้กรองนั้นทำการปลดใบเรือลงมาเพื่อป้องกันใบเหลืองเสียหายแต่อย่างไรก็ตามเพราะคลื่นลมที่แรงมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้เหลือนั้นจมลงอยู่ภายใต้ทะเลแต่ว่าพ่อค้าชาวจีนรวมถึงไต้ก๋งและคนอื่นๆที่เป็นรูปเรือต่างก็พากันว่ายน้ำช่วยเหลือตนเองพยายามพากันขึ้นฝั่งซึ่งสามารถที่จะว่ายน้ำมาถึงเกาะแห่งหนึ่งและเมื่อขึ้นมาบนเกาะได้พวกเขานั้นก็เห็นว่าเกาะแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์มีต้นไม้

เยอะเขาจึงได้พากันถอดเสื้อผ้าที่เปียกปากแถวตามกิ่งไม้รวมถึงไปขนของที่น้ำนั้นพัดเข้าฝั่งมานำไปตากรวมถึงใบเรือที่มีการปลดล็อคเอาไว้ก็เอาไปตากด้วยอย่างไรก็ตามที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้างแต่เป็นเกาะที่มีคนอาศัยอยู่และได้มีชาวมลายูคนหนึ่งไปทำการตัดกิ่งไม้ซึ่งบังเอิญว่าต้นไม้ที่เขาตัดนั้นอยู่ใกล้กับเสื้อผ้าที่ชาวจีนนั้นนำมาตากด้วยความโลภ

อยากจะได้เขาจึงไปตัดกิ่งไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่แต่บังเอิญว่าชาวจีนและลูกน้องนั้นมาเห็นเข้าจึงได้ร้องโวยวายขึ้นซึ่งชาวมลายูก็ได้ขอโทษชาวจีนไปและสัญญาว่าจะไม่ทำอีกทำให้ชาวจีนนั้นให้อภัยชายคนดังกล่าวหลังจากนั้นชาวจีนก็อาศัยอยู่ที่บนเกาะแห่งนั้นเรื่อยมาจนต่อมาก็มีเรือของชาวจีนนำสินค้ามาขายมากมายชาวจีนจึงได้มีการซื้อสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ

และก็อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งตรงบริเวณที่ชาวจีนมาอาศัยอยู่นั้นเขาได้มีการตั้งชื่อไว้ว่าตากใบซึ่งมีชื่อ ที่ เขานั้นได้นำใบเรือมาตากนั่นเองในปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นวัตถุโบราณต่างๆที่ขนมาจากเมืองจีนและประสบอุบัติเหตุทางเรือถูกนำมาแสดงโชว์ไว้ที่วัดชลธาราสิงเหซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปดูข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณก็สามารถไปหาดูกันได้ที่วัดได้เลย 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4 ทรงส่งบรรณาการให้กับ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส 

       ใครเคย ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องราชบรรณษการ ที่ประเทศไทยเคยส่งไปให้กับต่างประเทศในสมัยของรัชกาลที่ 4  กันบ้างไหมคะ ว่ากันว่าในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้มีการส่งพระมหามงกุฎไปเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับพระเจ้านโปเลียนที่ 3   แต่นอกจากทีจะส่งพระมหามงกุฎแล้วยังได้ซองส่งช้างไปอีกจำนวน 2 เชือกซึ่งช้างในสมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ด้วยช้างที่ส่งไป 2 เชือกนั้นพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทรงดูแลเป็นอย่างดีซึ่งทางทั้งสองเชื่อได้ไปอยู่ที่เมืองปารีสและมีอายุยาวนานถึง 14 ปี

ก่อนที่พวกมันจะเสียชีวิตลงแต่เนื่องจากว่าเกี่ยวกับเรื่องของการเสียชีวิตของช้าง 2 เชือกนั้นเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักในสมัยนั้นเมื่อมีการส่งช้างไปให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3พระองค์ก็ พระองค์ก็มีการส่งช้างนั้นไปยังสวนสัตว์เมืองปารีสซึ่งช้าง 2 เชือกนั้นต่างก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภูมิอากาศของประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเมื่อไปอยู่ที่นั่นช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4

ทรงส่งไปให้นั้นก็เป็นที่รักของประชาชนรวมถึงเด็กๆของประเทศฝรั่งเศสเป็นอย่างมากในแต่ละวันก็จะมีการเข้ามาเยี่ยมและมาดูช้างกันอยู่ทุกวันเรียกได้ว่าช้าง 2 เชือกนั้นถือว่าเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนั้นเลยก็ได้ถือว่าเป็นการโฆษณาให้กับคนฝรั่งเศสนั้นได้รู้จักประเทศไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียวแต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางบ้านเมืองของประเทศฝรั่งเศสนั้น

ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรซึ่งหลังจากที่ช้าง 2 เชือกนั้นอยู่ในเมืองปารีสได้เพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นก็ทำให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้านโปเลียนที่ 3 นั้นได้ถูกกบฏและถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักรของประเทศฝรั่งเศสโดยในสมัยนั้นเกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามฟังโกรัสเซียประชาชนนั้นตังค์ไม่พอใจที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีแพ้สงครามในครั้งนี้จึงพากันปฏิวัติและขับไล่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ออกนอกประเทศไปและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปัญหาของประเทศฝรั่งเศสก็รุนแรงมากขึ้นอาหารที่จะใช้ในกลิ่นก็ขาดแคลนเรียกได้ว่าเป็นยุคของข้าวยากหมากแพงอย่างแท้จริงและแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นคนรวย

หรือคนจนต่างก็ต้องพยายามเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้นเจ้านายที่สุดผลกระทบจากข้าวยากหมากแพงนี่เองที่ส่งผลให้ช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4 ส่งไปให้นั้นได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเมื่อพวกมันนั้นถูกนำไปฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเนื้อของช้างนั้นไปขายและถูกนำไปเป็นอาหารให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยโดยเนื้อช้างสยามทั้ง 2 เชือกนั้นถูกขึ้นไปเป็นอาหารในภัตตาคารหรูหราในเมืองปารีสซึ่งในขณะนั้นเรียกได้ว่ามีข่าวโด่งดังทั่วโลกเลยทีเดียวโดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1871

 

 

สนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300