ตำนานอำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส

Posted on 30 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

   อำเภอตากใบนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ทางภาคใต้เลยคนสมัยโบราณนั้นได้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตำนานอำเภอตากใบว่าเหตุผลที่ต้องเรียกอำเภอนี้ว่าปากใบนั้นมาจากสาเหตุอะไรซึ่งคนแก่ในสมัยโบราณได้บอกว่าเรื่องราวที่เป็นตำนานนี้มีเรื่องเล่ามามากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่อยุธยายังคงรุ่งเรืองมีพ่อค้าจากชาวจีนล่องเรือมาค้าขายกับที่ประเทศไทยนั้นค่อนข้างเยอะสำหรับตำนานของตากใบนั้นมีเรื่องเล่ากันว่ามีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้มีการนำสินค้าจากเมืองจีนไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามหรือเครื่องเบญจรงค์ต่างๆ

นำมาขายที่เมืองไทยโดยในเดือนนั้นก็จะมีการบรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมากทั้งเครื่องปั้นดินเผารวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆโดยหวังว่าจะนำสินค้านั้นมาขายที่ประเทศไทยตรงบริเวณแหลมมลายูแต่อย่างไรก็ตามในขณะที่เรือกำลังล่องมากลางทะเลอยู่โดยเรือนั้นใกล้จะมาถึงบริเวณปากอ่าวของประเทศไทยทางด้านตอนใต้อยู่แล้วแต่อยู่ๆก็มีลมทะเลพัดแรงขึ้น

มาทำให้มีขึ้นลงและคลื่นลมแรงนี่เองที่ส่งผลทำให้เรือได้รับความเสียหายพ่อค้าชาวจีนที่เป็นเจ้าของสินค้าบนเรือจึงได้สั่งให้ไส้กรองนั้นทำการปลดใบเรือลงมาเพื่อป้องกันใบเหลืองเสียหายแต่อย่างไรก็ตามเพราะคลื่นลมที่แรงมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้เหลือนั้นจมลงอยู่ภายใต้ทะเลแต่ว่าพ่อค้าชาวจีนรวมถึงไต้ก๋งและคนอื่นๆที่เป็นรูปเรือต่างก็พากันว่ายน้ำช่วยเหลือตนเองพยายามพากันขึ้นฝั่งซึ่งสามารถที่จะว่ายน้ำมาถึงเกาะแห่งหนึ่งและเมื่อขึ้นมาบนเกาะได้พวกเขานั้นก็เห็นว่าเกาะแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์มีต้นไม้

เยอะเขาจึงได้พากันถอดเสื้อผ้าที่เปียกปากแถวตามกิ่งไม้รวมถึงไปขนของที่น้ำนั้นพัดเข้าฝั่งมานำไปตากรวมถึงใบเรือที่มีการปลดล็อคเอาไว้ก็เอาไปตากด้วยอย่างไรก็ตามที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะร้างแต่เป็นเกาะที่มีคนอาศัยอยู่และได้มีชาวมลายูคนหนึ่งไปทำการตัดกิ่งไม้ซึ่งบังเอิญว่าต้นไม้ที่เขาตัดนั้นอยู่ใกล้กับเสื้อผ้าที่ชาวจีนนั้นนำมาตากด้วยความโลภ

อยากจะได้เขาจึงไปตัดกิ่งไม้ที่มีเสื้อผ้าตากอยู่แต่บังเอิญว่าชาวจีนและลูกน้องนั้นมาเห็นเข้าจึงได้ร้องโวยวายขึ้นซึ่งชาวมลายูก็ได้ขอโทษชาวจีนไปและสัญญาว่าจะไม่ทำอีกทำให้ชาวจีนนั้นให้อภัยชายคนดังกล่าวหลังจากนั้นชาวจีนก็อาศัยอยู่ที่บนเกาะแห่งนั้นเรื่อยมาจนต่อมาก็มีเรือของชาวจีนนำสินค้ามาขายมากมายชาวจีนจึงได้มีการซื้อสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ

และก็อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งตรงบริเวณที่ชาวจีนมาอาศัยอยู่นั้นเขาได้มีการตั้งชื่อไว้ว่าตากใบซึ่งมีชื่อ ที่ เขานั้นได้นำใบเรือมาตากนั่นเองในปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นวัตถุโบราณต่างๆที่ขนมาจากเมืองจีนและประสบอุบัติเหตุทางเรือถูกนำมาแสดงโชว์ไว้ที่วัดชลธาราสิงเหซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปดูข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณก็สามารถไปหาดูกันได้ที่วัดได้เลย 

 

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ประวัติช้างบรรณาการช้างที่รัชกาลที่ 4 ทรงส่งบรรณาการให้กับ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส 

       ใครเคย ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องราชบรรณษการ ที่ประเทศไทยเคยส่งไปให้กับต่างประเทศในสมัยของรัชกาลที่ 4  กันบ้างไหมคะ ว่ากันว่าในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้มีการส่งพระมหามงกุฎไปเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับพระเจ้านโปเลียนที่ 3   แต่นอกจากทีจะส่งพระมหามงกุฎแล้วยังได้ซองส่งช้างไปอีกจำนวน 2 เชือกซึ่งช้างในสมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ด้วยช้างที่ส่งไป 2 เชือกนั้นพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทรงดูแลเป็นอย่างดีซึ่งทางทั้งสองเชื่อได้ไปอยู่ที่เมืองปารีสและมีอายุยาวนานถึง 14 ปี

ก่อนที่พวกมันจะเสียชีวิตลงแต่เนื่องจากว่าเกี่ยวกับเรื่องของการเสียชีวิตของช้าง 2 เชือกนั้นเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักในสมัยนั้นเมื่อมีการส่งช้างไปให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3พระองค์ก็ พระองค์ก็มีการส่งช้างนั้นไปยังสวนสัตว์เมืองปารีสซึ่งช้าง 2 เชือกนั้นต่างก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภูมิอากาศของประเทศฝรั่งเศสให้ได้โดยเมื่อไปอยู่ที่นั่นช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4

ทรงส่งไปให้นั้นก็เป็นที่รักของประชาชนรวมถึงเด็กๆของประเทศฝรั่งเศสเป็นอย่างมากในแต่ละวันก็จะมีการเข้ามาเยี่ยมและมาดูช้างกันอยู่ทุกวันเรียกได้ว่าช้าง 2 เชือกนั้นถือว่าเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนั้นเลยก็ได้ถือว่าเป็นการโฆษณาให้กับคนฝรั่งเศสนั้นได้รู้จักประเทศไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียวแต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางบ้านเมืองของประเทศฝรั่งเศสนั้น

ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรซึ่งหลังจากที่ช้าง 2 เชือกนั้นอยู่ในเมืองปารีสได้เพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นก็ทำให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้านโปเลียนที่ 3 นั้นได้ถูกกบฏและถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักรของประเทศฝรั่งเศสโดยในสมัยนั้นเกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามฟังโกรัสเซียประชาชนนั้นตังค์ไม่พอใจที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีแพ้สงครามในครั้งนี้จึงพากันปฏิวัติและขับไล่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ออกนอกประเทศไปและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปัญหาของประเทศฝรั่งเศสก็รุนแรงมากขึ้นอาหารที่จะใช้ในกลิ่นก็ขาดแคลนเรียกได้ว่าเป็นยุคของข้าวยากหมากแพงอย่างแท้จริงและแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นคนรวย

หรือคนจนต่างก็ต้องพยายามเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้นเจ้านายที่สุดผลกระทบจากข้าวยากหมากแพงนี่เองที่ส่งผลให้ช้าง 2 เชือกที่รัชกาลที่ 4 ส่งไปให้นั้นได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเมื่อพวกมันนั้นถูกนำไปฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเนื้อของช้างนั้นไปขายและถูกนำไปเป็นอาหารให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยโดยเนื้อช้างสยามทั้ง 2 เชือกนั้นถูกขึ้นไปเป็นอาหารในภัตตาคารหรูหราในเมืองปารีสซึ่งในขณะนั้นเรียกได้ว่ามีข่าวโด่งดังทั่วโลกเลยทีเดียวโดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1871

 

 

สนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300

ประวัติพระนางแก้วพิมพา 

Posted on 13 มิถุนายน 202013 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

            พระนางแก้วพิมพาเป็นพระธิดาของกษัตริย์พระองค์แรกแห่งล้านช้างสำหรับประวัติของพระนางแก้วพิมพานั้นอาจจะไม่ค่อยโด่งดังมากนักหากเทียบกับประวัติของพระนางศุภยาลัตแต่เรื่องของความโหดของพระองค์นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าพระนางศุภยาลัตเลย สำหรับพระนางแก้วพิมพานั้นพระองค์ถือได้ว่าเป็นราชินีผู้คุมบัลลังก์อยู่เบื้องหลังของกษัตริย์ล้านช้างแทบทุกพระองค์

ซึ่งกษัตริย์ตราช้างพระองค์แรกนั้นคือเสด็จพ่อของพระองค์เองหลังจากนั้นต่อมาก็เป็นพี่ชายของพระองค์ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ดูแลร้านช้างเป็นองค์ที่ 2 เมืองล้านช้างนั้นมีการปกครองและมีความสุขด้วยดีจนสิ้นกษัตริย์องค์ที่ 3 และนับตั้งแต่กษัตริย์องค์ที่ 4 เป็นต้นมาประชาชนของเมืองล้านช้างต่างก็ได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากว่าพระนางแก้วพิมพานั้นจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกษัตริย์ทุกพระองค์โดยจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนและกษัตริย์พระองค์ไหนนั้นไม่ทำตามที่พระนางแก้วพิมพาสั่งก็จะถูกพระนางแก้วพิมพาจัดการด้วยการสำเร็จโทษด้วยความตายซึ่งประวัติของพระนางแก้วพิมพานั้นกล่าวเอาไว้ว่าได้มีการสั่งประหารกษัตริย์ของล้านช้างไปทั้งหมด 7 พระองค์ด้วยกัน

เริ่มจากพระองค์แรกคือพญาพรหมทัตซึ่งครองราชย์ได้แค่เพียง 10 เดือนเท่านั้นก็ถูกสั่งให้นำไปประหารที่ผาเดี่ยวที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำคาน  ต่อมาพระนางแก้วพิมพาก็ทรงแต่งตั้งพระยาปากห้วยหลวงปากครองราชย์ซึ่งครองราชย์ได้แค่เพียง 8 เดือนเท่านั้น แต่เนื่องจากครองราชย์ไม่ถูกใจพระนางแก้วพิมพาจึงทำให้พระนางนั้นพระยาปากห้วยหลวงออกจากการดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองหลังจากนั้นก็ถูกนำไปสำเร็จโทษที่ผาเดียว กษัตริย์องค์ที่ 3

ที่อยู่ใต้อำนาจของพระนางก็คือพระยาหมื่น ซึ่งพระยาหมื่นนั้นปกครองบ้านเมืองแค่เพียง 6 เดือนเท่านั้นก็ไม่เป็นที่พอพระทัยของพระนางแก้วพิมพาพระยาหมื่นนั้นเห็นว่าหากหนีก็ถูกพระนางแก้วพิมพาตามจับตัวมาฆ่าให้ตายอยู่ดีหรือถ้าอยู่ต่อไปพระนางแก้วพิมพาก็ต้องฆ่าตายอยู่ดีพระองค์จึงได้ตัดสินใจผูกคอตายด้วยตนเอง

สำหรับกษัตริย์องค์ต่อมานั้นสามารถที่จะครองราชย์ได้ 3 ปีแต่ในที่สุดก็ถูกพระนางแก้วพิมพานำไปฆ่าตายที่ผ่าเดี่ยวเช่นเดียวกัน  กษัตริย์องค์ต่อมานั้นสามารถครองราชย์ได้เพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้นก็ถูกพระนางแก้วพิมพาปลงพระชนม์อีกครั้งหนึ่ง และได้มีการแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาเป็นกษัตริย์ดูแลร้านช้าง

ซึ่งสามารถปกครองเมืองล้านช้างได้แค่เพียง 8 เดือนกษัตริย์องค์กล่าวก็รู้ว่ากำลังจะถูกพระนางแก้วพิมพาประหารชีวิตจึงได้หลบหนีลงเรือแต่ก็ถูกพระนางแก้วพิมพานั้นตามมาฆ่าตายในเรือนั้นเอง รวมทั้งสิ้น 7 คนที่ได้ตายเพราะฝีมือของพระนาง และหลังจากนั้น พระนางก็ขึ้นครองราชเสียเอง แต่ครองราชได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นก็ถูกข้าราชบริพารสำเร็จโทษจนเสียชีวิต

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame66

ตำนานGrim The Reaper 

Posted on 1 มิถุนายน 20201 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับGrim The Reaperเขาได้ว่ากันว่าGrim The Reaperนั้นคือยมทูตแห่งความตายที่จะปราฏกกายและส่งสัญญาณให้คนได้เห็นได้รับรู้กันว่าวันสิ้นอายุขัยของคนๆนั้นใกล้จะมาถึงแล้วและให้เตรียมตัวและเตรียมใจที่จะได้ไปสู่พบภูมิข้างหน้าและในบางตำนานก็ยังได้กล่าวอีกว่าบางทีก็อาจจะมีคนที่ได้พบเห็นGrim The Reaperแต่ไม่ได้เป็นบุคคลที่จะเข้ามารับดวงวิญญาณคนๆนั้น

ก็อาจจะมีภัยหรือคนใกล้คนที่ได้เห็นก็อาจจะมีภัยและก็อาจจะเสียชีวิตได้อีกด้วย ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับGrim The Reaperที่เขาได้มีการสรุปออกมาว่ามันได้เป็นเทพแห่งความตายที่จะเข้ามารับดวงวิญญาณเวลาที่สิ้นอายุขัยแต่เขาได้บอกว่า ตำนานของGrim The Reaperตรงนี้ก็ยังได้มีอีกหลายคนที่ได้เชื่อกันว่าGrim The Reaperอาจจะเป็น1/4จตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลก

ซึ่งในตอนแรกที่เราได้ไปหาข้อมูลไม่รู้ว่า 4จตุรอาชา มันคืออะไรและมันได้มีอยู่ในหน้าประวันติศาสตร์จริงหรือเปล่าพอเราได้ไปหาข้อมูลในลึกๆหรือที่มันไม่มีบันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่า สิ่งๆนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตมาแล้วและมันเคยทำให้คนตายไปหลายร้อยล้านคนมาแล้วอีกด้วย โดยข้อมูลของ 4จตุรอาชา เขาได้บอกเอาไว้ว่า  4จตุรอาชา เขาจะโพล่ออกมาในวันที่โลกได้ถูกพิพากษาว่าวันนั้นเป็นวันปลดบาปของโลกทุกๆคน

จะต้องชดใช้กรรมที่ตนเองนั้นได้ก่อขึ้นและรับผลร่วมกันโดยที่พระเจ้าจะเป็นคนปล่อย 4จตุรอาชา และได้ปลดผนึกให้ไปทำลายร้างโลกและพิพากษาโลกนั้นเองโดยคนแรกของจตุรอาชาที่ได้ถูกปล่อยไปคือ อาชาโรคระบาด White Horse Strife โดยอาชาแห่งโรคร้ายตามข้อมูลเขาได้บอกเอาไว้ว่าอาชาแห่งโรคร้ายนี้มันเป็นภัยโรคระบาดที่จะทำให้เหล่ามวลมนุษย์นั้น

จะต้องทนทุกข์กับการแพร่กระจายของโรคร้ายและไม่มีทางรักษาให้หายได้ด้วย ซึ่งโรคร้ายนี้มันจะทำให้คนล้มป่วยและทรมานกันเป็นจำนวนมากจนบางทีมันอาจจะมีหลายๆคนทนไม่ไหวและได้เสียชีวิตไปเลยก็มีอยู่เช่นกันและหลังต่อมาจากที่ได้มีภัยโรคระบาดแล้ว จตุรอาชา คนต่อไปก็ถูกปล่อยออกมา

ซึ่งจตุรอาชา คนๆนั้นก็คือ อาชาแห่งสงคราม Red Horse War โดยอาชาแห่งการทำสงครามนี้ ตำนานเขายังได้บอกเอาไว้ว่าจตุรอาชาท่านนี้จะออกมาเป็นภัยในการยุยงให้มนุษย์หลายฝ่ายออกมาทำการโจมตีแกร่งแย้งชิงดินแดนแย้งชิงอาหารแย้งชิงที่อยู่และบางทีมันก็อาจจะถึงขั้นยั่วยุให้คนกลุ่มๆหนึ่งต่อสู้กันโดยไร่สาเหตุมันก็มีเหมือนกัน

 

สนับสนุนโดย  bk8

3เหลี่ยมปีศาจมันมีอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่

Posted on 30 พฤษภาคม 202030 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับ3เหลี่ยนปีศาจที่เราจะพูดถึงหลายๆคนก็น่าจะนึกถึงแต่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ากันใช่หรือไม่แต่จริงๆแล้ว3เหลี่ยมปีศาจนั้นมันได้มีอยู่ทั่วโลก

ถ้าหากว่าจะเอาตามความหมายกันจริงๆ3เหลี่ยมปีศาจมันคือพื้นที่ที่อยู่ในท้องทะเลทั่วโลกที่มีการสูญหายของเรือและเครื่องบินกันอยู่บ่อยครั้งและในพื้นที่แถบนั้นมันได้มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างที่จะเลวร้ายกันตลอดทั้งปีและพื้นที่แต่ละพื้นที่นี้มันมักจะมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่สามจุดตรงนี้เลยถูกตีความว่าเป็น3เหลี่ยมปีศาจนั้นเอง

ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดอยู่ใน3เหลี่ยมปีศาจทั่วโลกจึงทำให้หลากๆคนนั้นได้ตีความไปหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาพอากาศของพื้นที่ที่เลวร้ายตลอดทั้งปีอย่างที่ได้บอกกัันไปหรือบางคนก็อาจจะบอกว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของออสูรที่มันได้อยู่ใต้ท้องทะเลที่ได้บุกเข้ามาจู่โจมเรือมันก็เป็นได้หรือบางคนก็ได้ลือไปถึงพลังงานที่มันได้อยู่เหนือธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพลังงานลี้ลับมนุษย์ต่างดาวหรือประตูมิติ

ที่ดูดเรือและเครื่องบินเข้าไปก็มีอยู่เช่นกันซึ่งตรงจุดนี้เราก็ไม่ได้กล่าวขึ้นมาแบบมั่วๆแต่มันได้มีหลักฐานที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่มันได้ถูกบันทึกเอาไว้มันมีอยู่จริงๆแต่ตรงนี้เราก็จะต้องแยกกันไปเป็นบางกรณี อย่างกรณีแรกเราของยกทฤษฎีที่เกี่ยวกับพลังงานของลี้ลับหรือมนุษย์ต่างดาวก่อนแล้วกันตามบันทึกข้อมูลยังได้บอกเอาไว้ว่าในปี1945กองทัพสหรัฐอเมริกา

ก็ได้ส่งเครื่องบินจำนวน5ลำออกบินปฎิบัติภารกิจแต่หลังจากที่ออกบินได้ไม่นานเคร่องบินทั้ง5ลำมันก็ได้หายออกจากจอเรด้าร์ ซึ่งในเวลาต่อมาทางกองทักเรือของสหรัฐก็ได้มีการส่งเครื่องบินกู้ภัยไปจุดตรงที่จุดเกิดเหตุแต่เมื่อเครื่องบินกู้ภัยได้ไปถึงที่เกิดเหตุก็ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นเช่นกันคือเครื่องบินกู้ภัยมันได้หายไป

และที่สำคัญไปกว่านั้นคือมันได้หายไปในจุดเดียวกันกับที่เคร่องบินทั้ง5ลำไปหายไปอีกด้วยซึ่งถ้าหากว่าเรานั้นมองตามหลักความเป็นจริงแล้วบริเวณพื้นที่ของ3เหลี่ยมเบอร์มิวด้าถูดตั้งอยู่ในพื้นที่3จุดที่เชื่อมกันนั้นก็คือหมู่เกาะFLORIDAทางปลายสุดของรัฐฟลอริดาและเปอร์โตริโกซึ่งในทุกครั้งที่มีการสูญหายของเรือหรือเครื่องบินในบริเวณพื้นที่นี้

ปรากฎว่าไม่มีการค้นพบซากเรือหรือซากเครื่องบินแต่อย่างใดหรือแม้แต่หลักฐานอะไรก็แล้วแต่ที่บ่งบอกว่ามีการตกมีการอับปางของเรือในบริเวณนี้ตรงนี้มันเป็นอะไรที่น่าแปลกใจมากถ้าตามหลักความเป็นจริงแล้วต่อให้เรือมันได้จมลงไปด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่มันแย่เกิดพายุเกินน้ำวนหรือถูกสัตว์ร้ายโจมตี

มันจะต้องมีซากเศษเหลือออกมาบ้างและบริเวณ3เหลี่ยมเบอร์มิวด้ามันมีหมูเกาะอยู่หลายจุดยังไงมันก็จะต้องมีโอกาสที่เศษเหล่านั้นไปตกค้างตามหมู่เกาะหรือในกรณีที่มันเป็นไปได้มากยังไงมันก็จะต้องมีทีมค้นหาตรงจุดบริเวณนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

ประวัติหลวงพ่อสุดใจ  วัดป่าบ้านตาด 

Posted on 28 พฤษภาคม 202028 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

                สมเด็จหลวงพ่อสุดใจวัดป่าบ้านตาดนี้เราเพิ่งสูญเสียท่านไปจากการที่ท่านมรณภาพด้วยการถูกไฟไหม้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดและเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านและบรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างๆมากมายซึ่งก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตนั้นท่านยังได้มีการดำเนินส่วนตัวของท่านไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุต่างๆเป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง 2 ล้านบาทเลยทีเดียวสำหรับประวัติของหลวงพ่อสุดใจวัดป่าบ้านตาดนั้นท่านแต่เดิมนั้นเป็นคนจังหวัดสมุทรปราการหลังจากที่ท่านได้เรียนจบระดับปริญญาตรีและปริญญาโทแล้วทางเข้ามาอุปสมบทซึ่งก่อนที่ท่านจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้นท่านใช้ชื่อว่าสุดใจโดยท่านเกิดตรงกับวันเสาร์ที่ 14 เดือนตุลาคมปีพุทธศักราช 2487 หลังจากที่ท่านบวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว

ท่านใดมาศึกษาหาความรู้ทางพระธรรมวินัยกวักหลวงปู่อ่อนที่วัดป่านิโครธารามจังหวัดอุดรธานีโดยท่านได้มีการร่ำเรียนวิชาหาความรู้อยู่ที่วัดป่านิโครธารามนี้อยู่ที่ประมาณ 3,000 หาหลังจากนั้นท่านก็ย้ายพรรษามาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดจังหวัดอุดรธานีโดยท่านได้เรียนรู้เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงตามหาบัวซึ่งท่านเปรียบเสมือนมือขวาของหลวงตามหาบัวเลยก็ได้เพราะท่านคือคนที่หลวงตามหาบัวไว้วางใจมากที่สุดในการให้ดูแลความเรียบร้อยต่างๆภายในวัดป่าบ้านตาด

โดยท่านอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดนี้ตั้งแต่ท่านย้ายมาจนท่านสิ้นชีวิตก็เป็นระยะเวลาถึง 40 ปีด้วยกัน สำหรับหลวงพ่อสุดใจนั้นเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ไม่นิยมพูดมากนักท่านจะเป็นคนพูดน้อยแต่ท่านเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้และท่านก็อยู่กับหลวงตามหาบัวจนวาระสุดท้ายของหลวงตาเลยทีเดียวท่านเป็นคนที่ถ่อมตนแต่เป็นคนขยันทำงานเอาจริงเอาจังรวมถึงท่านยังมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดทำเว็บไซต์ให้กับวัดป่าบ้านตาด

สำหรับหลวงพ่อสุดใจนั้นมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่เคารพท่านและรักท่านเป็นอย่างมากจนที่ท่านมรณภาพลูกศิษย์ลูกหาก็ยังมาคอยดูแลจัดงานศพให้ท่านซึ่งท่านมรณภาพเมื่อท่านอายุได้ประมาณ 75 ปีโดยท่านมรณภาพที่วัดป่าบ้านตาดซึ่งขณะที่ท่านมรณภาพนั้นท่านยังคงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดอยู่ ในขณะที่หลังจากที่หลวงตามหาบัวได้มรณภาพไปนั้นท่าน

ก็ได้ดำรงตำแหน่งขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงตามหาบัวและท่านก็บูรณะดูแลวัดป่าบ้านตาดมาด้วยดีเสมอมา มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพนับถือเป็นจำนวนมากซึ่งท่านเป็นที่รักของชาวบ้านและประชาชนโดยทั่วไปอย่างแท้จริงเพราะท่านถือเป็นพระรูปหนึ่งที่เป็นพระนักพัฒนาเช่นเดียวกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame mobile

พบซากฟอสซิลของราดิโอดอนต้า

Posted on 22 พฤษภาคม 202022 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เมื่อได้พูดถึงสิ่งที่มีชีวิตที่ได้อยู่ในยุคดึกดำบรรพ์เราจะนึกถึงไดโนเสาร์เป็นอันดับแรกๆแต่คุณเคยคิดเล่นๆกันหรือเปล่าว่าก่อนที่ในช่วงของยุคไดโนเสาร์จะครองพิภพมันจะยังมีอะไรอาศัยอยู่หรือเปล่าวันนี้เรามาดูกันเลยว่าน่าตาของสัตว์ประหลาดโลกแรมปีมันจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เรานั้นได้คิดเอาได้แค่ไหนแต่ที่แน่นๆสัตว์บางตัวมันอาจจะทำให้คุณนั้นฝันร้ายไปอีกหลายวันเลยก็เป็นได้

ราดิโอดอนต้า

สำหรับราดิโอดอนต้านั้นหากใครที่ได้เห็นมันแล้วก็อาจจะเปรี้ยวปากและคิดที่อยากจะกินมันก็เป็นได้ถึงเมื่อว่ารูปร่างน่าตาของมันนั้นจะดูคล้ายกับกุ้งต้องบอกก่อนเลยว่ามันไม่ใช่แต่มันได้เป็นสัตว์ที่มันได้อาศัยอยู่ในช่วงยุคดึกดำบรรพ์ตังแต่ในยุคแคมเบรียนหรือก่อนที่ไดโนเสาร์นั้นจะเกิดขึ้นมาเสียอีกซึ่งมันจะกระจายตัวกันอยู่ในท้องทะเลทั่วโลกถือว่ามันได้เป็นขาใหญ่ประจำหน้าน้ำเลยก็ว่าได้ ส่วนขนาดของมันนักวิจัยได้คาดเดาเอาว่ามันน่าจะมีได้ตั้งแต่0.6-1.8เมตร

แต่มันก็ยังได้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่อีกว่ามันจะมีขนาดที่ใหญ่ขนาดนั้นจริงหรือไม่เพราะว่านี่ได้คาดเดาจากซากฟอสซิลที่ได้พบเห็นเท่านั้นถึงแม้ว่ามันจะยิ่งใหญ่คับน้ำสักแค่ไหนแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็จะต้องลาวงการหลังจากที่สิ่งคือมันได้มีการพัฒนาในการเข้ามาจึงทำให้สกิลของมันที่ได้มีระดับอยู่ระดับบนๆกับตกลงไปและยังได้รวมไปถึงในระบบนิเวทที่มันได้มีการเปลลี่ยนแปลงไปอีกด้วยจากนั้นมันก็เลย

ทำให้พวกสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้มันก็จะค่อยๆหายไปและมันก็ได้กลายมาเป็นเศษซากฟอสซิลให้เราได้เห็นกันจนถึงทุกวันนี้แต่ถึงอย่างไรก็ตามที่ได้พบเจอซากฟอสซิลมันก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่มันยังทำให้ได้มีอุปสรรค เนื่องจากว่าซากของราดิโอดอนต้านี้มันได้มีความเสียหายได้ง่ายมากๆถ้าหากเรานั้นไม่มีวาสนากันจริงๆ

มันก็อาจจะทำให้เรานั้นไม่ได้พบเจอกับซากฟอสซิลนี้อย่างแน่นอนแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังได้เป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วหลายพันปีมันก็มีโอกาสที่มันจะมีความเสียหายได้อย่างง่ายดายและมันก็เป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นมาก่อนยุคของไดโนเสาร์อีกด้วย ซึ่งมันก็น่าจะมีอายุหลายพันปีเหมือนกันที่ซากฟอสซิลของราดิโอดอนต้านั้นอยู่ในชั้นพื้นดินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้ามาเจอก็นานพอสมควร

 

 

สนับสนุนโดย  bk8 live tv

การกู้ซากเรือที่ไม่ประสบความสำเร็จของทีมนักสำรวจ

Posted on 14 พฤษภาคม 202014 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

จดหมายในขวดแก้ว

หลายคนอาจจะฟังดูแล้วมันจะโรแมนติกที่มีจดหมายน้อยบรรจุในขวดแก้วที่กำลังรอคอยสักวันหนึ่งเผื่อใครที่จะเข้ามาพบเจอแต่ถ้าได้เป็นฉบับนี้ต้องขอบองเลยว่ามันได้ช่วยทำเอาขนลุกและมันน่าเศร้าอย่างไม่น้อย เนื่องจากว่าจดหมายดังกล่าวนี้มันได้เป็นจดหมายขอฉบับสุดท้ายของเหล่านักสำรวจและนักธรณีวิทยาที่ได้มีชายคนหนึ่งได้เขียนถึงนักธรณีฟิสิกส์

และนักธรณีน้ำแข็งเพื่อรายงานผลสำรวจชั้นน้ำแข็งที่เกาะแถวแคนาดาในปี1599มันชั่งน่าเศร้าที่ลายมือกำลังเขียนมันด้วยดินสอนั้นมันดังไปไม่ถึง เนื่องจากว่าตัวของเขานั้นเสียชีวิตก่อนด้วยวัยแค่เพียง27ปีเท่านั้นและในภายหลังอีก54ปีต่อมาขวดแก้วขวดนี้นั่นมันก็ได้ถูกพบอยู่ในกองหินที่มันได้อยู่ได้กับธารน้ำแข็งอาร์กติกหลังจากที่ได้มีคนไปพบและได้เปิดอ่านดู

มันถึงกับทำให้ตัวของเขานั้นต้องตะลึ่ง เนื่องจากว่าข้อความที่อยู่ภายในขวดนั้นมันได้เขียนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศรวมไปถึงสภาวะโลกร้อนเอาไว้ด้วย ซึ่งมันได้เป็นสิ่งที่มันน่าประหลาดใจเป็นอย่างมากว่าพวกเขานั้นสามารถที่จะรับรู้ได้ช่วงหน้าได้อย่างไรหรือในบางทีมันอาจจะเกิดมาจากการสังเกตในทุกๆวันจนทำให้พวกเขานั้นคาดเดาเอาได้ตนเองหรือไม่ก็มีสัญญาณเตือนภัยมาก่อนแล้วก็ได้

ซากเรืออับปาง

การเดินทางเข้าไปสำรวจในที่ที่มีแต่น้ำแข็งปกคุมมันไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะทางเรือเพราะมันอาจจะเกิดทำให้เสี่ยงต่อพายุในทุกๆรูปแบบ แต่ทว่าในสายตาของเหล่านักสำรวจกับพบว่ามันเป็นอะไรที่มันน่าท้าทายแต่มันก็จะไม่ใช่ทุกครั้งที่เหล่านักสำรวจนั้นจะโชคดีเสมอไปซึ่งเรือลำนี้ในตอนแรกที่ได้ตั้งใจที่จะสร้างภารกิจที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายเรือลำนี้ก็สู้กับสภาพอากาศไม่ไหว

และยังประกอบไปด้วยเรือได้พุุ่งชนกับก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ทะเลเวดเดลเข้าอย่างแรงและทำให้เรือลำนี้ได้เกิดมีรอยแตกที่ขนาดใหญ่จากนั้นจึงได้ทำให้ทุกๆคนนั้นถึงกับต้องสละเรือเพื่อที่จะเอาตัวเองรอดโดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเจ้าเรือลำนี้มันจะมีสภาพเป็นอย่างไรแต่หลังจากนั้นมาเวลาก็ได้ผ่านไปนานเกือบ100ปี

ก็ได้มีกลุ่มงานแห่งหนึ่ง2019ก็ได้ส่งทีมงานเพื่อเอาเรืออกไปทำการค้นหาเพื่อที่จะกู้ซากเรือดังกล่าวขึ้นมาให้ได้แต่นานวันเท่าไรก็ไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิกเดียวราวกับว่าเรือลำนี้ไม่ต้องการที่จะให้ใครค้นพบมันสุดท้ายแล้วพวกเขาคิดว่ามันจะไม่สำเร็จอย่างแน่จึงได้ยกเลิกโครงการและได้ปล่อยให้มันได้เป็นปริศนาอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย  bk8 ดีไหม

ประวัติเกาะฮาชิมะ เกาะร้างที่น่ากลัวแห่งประเทศญี่ปุ่น

Posted on 9 พฤษภาคม 20209 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

    ที่เมืองนางาซากิ  ประเทศญี่ปุ่น เกาะที่ชื่อว่า เกาะฮาชิมะ เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเล ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนั้นเลยทั้งที่บนเกาะก็เคยมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งเกาะฮาชิมะแห่งนี้

เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องความหลอนมากที่สุดในโลก โดยเกาะฮาชิมะติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าเรื่องความหลอนระดับโลกเลยทีเดียว เพราะที่เกาะแห่งนี้ ตอนในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทางการของประเทศญี่ปุ่นได้ใช้เกาะฮาชิมะนี้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษ ซึ่งว่ากันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ทหารญี่ปุ่นได้มีการนำเชลยมาทำงานที่บนเกาะแห่งนี้ โดยการมาทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งนักโทษและเชลยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นชาวจีนและชาวเกาหลีใต้นั่นเอง

และเมื่อมีการสิ้นสุดของสงครามโลกแล้ว บริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งในญี่ปุ่นได้มีการซื้อเกาะฮาชิมะนี้เอาไว้ โดยหวังว่าจะมีการพัฒนาเหมืองถ่านหินบนเกาะแห่งนี้ให้มีความก้าวหน้าและยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก แต่การพัฒนาเหมืองถ่านหินก็ไม่สามารถทำได้ต้องปิดตัวลงเพราะหมดยุคของถ่านหิน

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การใช้พลังงานจากถ่านหินจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ดังนั้นทั้งพนักงานและเจ้าหน้าที่ของบริษัทมิตซูบิชิ จึงได้พากันย้ายออกมาจากเกาะฮาชิมะและไม่ได้มีคนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนั้นอีกเลย 

     ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ เกาะฮาชิมะ ก็ไม่เคยมีคนเข้าไปอยู่อาศัยอีกเลย ไม่มีสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และต้นไม้อยู่บนเกาะแห่งนั้น ไม่มีดอกไม้สวยสวยขึ้นเพราะไม่มีใครย่างกลายเข้าไปใกล้เกาะ จึงทำให้เกาะฮาชิมะแลดูน่ากลัว เพราะมีแต่สิ่งก่อสร้างที่รกร้างและไม่มีความสวยงามเลย

ซึ่งเกาะฮาชิมะนี้ กองถ่ายละครและภาพยนตร์หลายกอง ได้มีการติดต่อขอเข้าไปถ่ายทำรายการอยู่หลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรื่อง Battle Rouale  ซึ่งเล่ากันว่าตอนที่มีการถ่ายทำภาพยนต์เรื่องนี้อยู่นั้น คนในกองถ่ายได้เจอกับสิ่งที่ผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น ในบางฉากของภาพยนต์มักจะมีคนที่ไม่ใช่คนในกองถ่ายติดเข้ามาด้วย หรือแม้แต่การที่ถ่ายทำภาพยนตร์อยู่ดีดีฟิมล์ก็เสีย ซึ่งฟิมล์ที่ถ่ายทำนั้นก็เป็นฟิมล์เพิ่งซื้อมาใช้งานใหม่ใหม่

  และที่สร้างความน่ากลัวมากจนทำให้กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องหยุดการถ่ายทำไปเป็นเวลานานหลายสัปดาห์เลยก็คือ การที่นักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า  ชิอากิ คูริยามา  ซึ่งเป็นนักแสดงในเรื่องถูกวิญญาณเข้าสิง จนต้องเชิญหมอผีมาทำพิธีขับไล่วิญญาณออกไป ซึ่งหมอผีได้บอกว่าที่เกาะแห่งนี้มีวิญญาณที่มีความแค้นอยู่มากและไม่สามารถขับไล่วิญญาณเหล่านี้ออกไปได้ และตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยมีใครกล้าไปที่เกาะแห่งนั้นอีกเลย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8 info