เกาะสุดเหงา

Posted on 11 พฤษภาคม 202011 พฤษภาคม 2020Categories ศิลปะTags ,

เกาะสำหรับคนที่จะหนีความวุ่นวายไปอยู่ในที่ที่มีความโดดเดียว

ชีวิตแบบคนเมืองที่วุ่นวายมันอาจจะทำให้ใครหลายคนเกิดมีความรู้สึกที่เบื่อคนและเบื่องานเบื่อโลกที่อยากจะปลีกตัวออกไปจากทุกๆสิ่งทุกๆอย่างและหนีหายไปจากนั้นก็จะใช้เวลาที่มีค่ากับตัวเองในที่ไกลๆในสถานที่ที่มีความเงียบสงบและโลกใบนั้นมันก็ได้ใหญ่เกินที่ใครจะสามารถท่องเที่ยวไปได้หมด

ซึ่งมันได้ซ่อนแหล่งสถานที่ที่มีความเงียบสงบเอาไว้อยู่มากมาย และเราก็ต้องแลกมาด้วยกับความที่ยากลำบากที่จะต้องอยู่ไกลจนสุดขอบฟ้าในวันนี้เราจะมาพูดเรื่องของสถานที่ที่ได้มีความห่างไกลจากผู้คนมาที่สุดในโลก

Tristan da cunha เกาะสุดเหงา

สำหรับเกาะTristan da cunhaซึ่งได้เป็นเกาะที่ได้มีคนมาอาศัยผู้เป็นในความโดดเดียวมากที่สุดในโลกซึ่งได้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็ได้อยู่ห่างจากแอฟริกาใต้ประมาณ2,800เมตรที่มันได้อยู่ห่างออกไปจากประเทศอเมริกาใต้ประมาณ3,300เมตร มันได้เป็นเกาะที่ได้มีคนเข้าไปอาศัยอยู่ที่มีระยะห่างประมาณสองพันกิโลเมตร

ซึ่งมันได้เป็นเกาะTristan da cunhaเดิมที่แล้วมันยังได้เป็นที่กักตัวของจักรพรรดินโปเลียนของประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากเกาะTristan da cunhaมันก็ยังได้กลายมาเป็นเกาะที่มีความโดนเดียวที่บนเกาะแห่งนี้มันก็ยังได้มีความเป็นธรรมชาติเยอะมากที่สุดในโลกหากใครที่จะเข้าไปท่องเที่ยวของสถานที่แห่งนี้มันก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลา

ของการเดินทางซึ่งมันจะต้องเดินทางไปด้วยเรือและมันก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ประมาณ7วันด้วยกันกว่าจะเข้าไปถึงสถานที่แห่งนี้ สาเหตุที่จะต้องเดินทางด้วยเรือตลอดทั้ง7วันนั้นพื้นที่หมู่เกาะนั้นมันไม่มีสนามบินและหนทางเดียวที่เราจะสามารถเข้าไปถึงหมูเกาะแห่งนี้ได้มันก็จะมีแต่การเดินทางเรือเท่านั้น

ซึ่งก็จะมีการออกเรือไปยังที่เกาะแห่งนี้แค่ปี1จะเดินเรือไปยังสถานที่แห่งนี้แต่เพียง1-2ครั้งเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามใช่ว่าจะได้ไปโดยง่ายมันก็จะต้องได้รับการเลือกและก็จะให้ปล่อยให้ล่องเรือไปสสถานที่เกาะTristan da cunhaในทุกๆปี

แม้ทว่าในการล่องเรือนั้นมันจะมีความลำบากอยู่มากอีกทั้งเกาะที่แห่งนี้มันก็ยังได้ช่วยทำให้นักเดินทางต่างก็ได้มีความหลงไหลเดินทางล่องเรือมายังสถานที่แห่งนี้ที่ไม่ชอบในโลกวุ่นวายที่คุณนั้นต้องการที่อย่างจะอยู่แบบโดดเดียวแม้มันจะมีเวลาน้อยมากก็ตาม

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  rb88 thailand

ประวัติเกาะฮาชิมะ เกาะร้างที่น่ากลัวแห่งประเทศญี่ปุ่น

Posted on 9 พฤษภาคม 20209 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

    ที่เมืองนางาซากิ  ประเทศญี่ปุ่น เกาะที่ชื่อว่า เกาะฮาชิมะ เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเล ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนั้นเลยทั้งที่บนเกาะก็เคยมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งเกาะฮาชิมะแห่งนี้

เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องความหลอนมากที่สุดในโลก โดยเกาะฮาชิมะติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าเรื่องความหลอนระดับโลกเลยทีเดียว เพราะที่เกาะแห่งนี้ ตอนในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทางการของประเทศญี่ปุ่นได้ใช้เกาะฮาชิมะนี้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษ ซึ่งว่ากันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ทหารญี่ปุ่นได้มีการนำเชลยมาทำงานที่บนเกาะแห่งนี้ โดยการมาทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งนักโทษและเชลยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นชาวจีนและชาวเกาหลีใต้นั่นเอง

และเมื่อมีการสิ้นสุดของสงครามโลกแล้ว บริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งในญี่ปุ่นได้มีการซื้อเกาะฮาชิมะนี้เอาไว้ โดยหวังว่าจะมีการพัฒนาเหมืองถ่านหินบนเกาะแห่งนี้ให้มีความก้าวหน้าและยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก แต่การพัฒนาเหมืองถ่านหินก็ไม่สามารถทำได้ต้องปิดตัวลงเพราะหมดยุคของถ่านหิน

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การใช้พลังงานจากถ่านหินจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ดังนั้นทั้งพนักงานและเจ้าหน้าที่ของบริษัทมิตซูบิชิ จึงได้พากันย้ายออกมาจากเกาะฮาชิมะและไม่ได้มีคนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนั้นอีกเลย 

     ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ เกาะฮาชิมะ ก็ไม่เคยมีคนเข้าไปอยู่อาศัยอีกเลย ไม่มีสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และต้นไม้อยู่บนเกาะแห่งนั้น ไม่มีดอกไม้สวยสวยขึ้นเพราะไม่มีใครย่างกลายเข้าไปใกล้เกาะ จึงทำให้เกาะฮาชิมะแลดูน่ากลัว เพราะมีแต่สิ่งก่อสร้างที่รกร้างและไม่มีความสวยงามเลย

ซึ่งเกาะฮาชิมะนี้ กองถ่ายละครและภาพยนตร์หลายกอง ได้มีการติดต่อขอเข้าไปถ่ายทำรายการอยู่หลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรื่อง Battle Rouale  ซึ่งเล่ากันว่าตอนที่มีการถ่ายทำภาพยนต์เรื่องนี้อยู่นั้น คนในกองถ่ายได้เจอกับสิ่งที่ผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น ในบางฉากของภาพยนต์มักจะมีคนที่ไม่ใช่คนในกองถ่ายติดเข้ามาด้วย หรือแม้แต่การที่ถ่ายทำภาพยนตร์อยู่ดีดีฟิมล์ก็เสีย ซึ่งฟิมล์ที่ถ่ายทำนั้นก็เป็นฟิมล์เพิ่งซื้อมาใช้งานใหม่ใหม่

  และที่สร้างความน่ากลัวมากจนทำให้กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องหยุดการถ่ายทำไปเป็นเวลานานหลายสัปดาห์เลยก็คือ การที่นักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า  ชิอากิ คูริยามา  ซึ่งเป็นนักแสดงในเรื่องถูกวิญญาณเข้าสิง จนต้องเชิญหมอผีมาทำพิธีขับไล่วิญญาณออกไป ซึ่งหมอผีได้บอกว่าที่เกาะแห่งนี้มีวิญญาณที่มีความแค้นอยู่มากและไม่สามารถขับไล่วิญญาณเหล่านี้ออกไปได้ และตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยมีใครกล้าไปที่เกาะแห่งนั้นอีกเลย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8 info

ประวัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่ทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนา

Posted on 2 พฤษภาคม 20202 พฤษภาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ประวัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่ทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปจนถึงปรินิพพานดับสูญ

          เชื่อว่าหลายคนคงรู้กันดีอยู่แล้วถึงประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เยาว์วัยว่าเป็นมาอย่างไรซึ่งหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงออกบวช พระองค์ก็ทรงเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆเพื่อไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาจนพระองค์สามารถที่จะสอนผู้คนให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ซึ่งขณะนั้นสามารถสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งหมด 60 รูปด้วยกัน

โดยพระพุทธเจ้ามีการคาดหวังว่าพระองค์อยากจะให้ประชาชนทุกคนในโลกต่างพ้นทุกข์ไม่มีกิเลสดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้มีการเรียกให้สาวกของพระองค์ทั้ง 60 รูปให้พากันแยกย้ายออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ประชาชนคนอื่นได้ทราบ

เพื่อที่ทุกคนจะได้พ้นจากกิเลสและพ้นทุกข์โดยมีการกำหนดเอาไว้ว่าพระอรหันต์ทั้ง 60 รูปนี้จะต้องเดินทางไปตามเส้นทางที่ไม่ซ้ำกันเพื่อที่จะได้ เผยแผ่หลักคำสั่งสอนได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ส่วนตัวพระพุทธเจ้าเองนั้นพระองค์ก็ได้มีการไปแสดงพระธรรมเทศนาให้กับประชาชนได้ฟังที่อุรุเวลาเสนานิคม

     หลังจากที่พระอรหันต์ทั้ง 60 รูปต่างก็พากันเดินทางไปยังที่ต่างๆเพื่อไปสอนหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้ประชาชนต่างก็พ้นทุกข์ทำให้คนที่ได้ฟังคำสั่งสอนหลักธรรมเทศนาต่างก็พากันเลื่อมใสศรัทธาและยกย่องชื่นชมพระพุทธศาสนากันเป็นอย่างมากทำให้มีหลายคนสนใจที่จะบวชตามรอยของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าซึ่งหลังจากที่มีคนสนใจพี่จะบวชเยอะทำให้พระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้พระอรหันต์สามารถที่จะทำการบวชให้กับผู้คนแทนพระองค์ได้เลย

โดยวิธีการบวชนั้นใช้เป็นวิธีติสรณคมอุปสัมปทา  ซึ่งเป็นการปฏิญาณตนว่าจะเป็นคนที่คอยเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้คนอื่นได้รู้จักและรู้ถึงพระรัตนตรัยซึ่งพระพุทธเจ้านั้นได้มีการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อแสดงธรรมเป็นการโปรดสัตว์ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นระยะเวลาถึง 45 พรรษา หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานและรู้ว่าตนเองจะต้องปรินิพพานภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า พระองค์จึงได้เดินทางไปยังเมืองกุสินารา และพระพุทธเจ้าก็ได้ไปนิพพานในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่ใต้ต้นสาละ   ซึ่งถือว่าวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้นคือวันเริ่มต้นของพุทธศักราชซึ่งเมื่อนับรวมตั้งแต่พระพุทธเจ้าเกิดจนปรินิพพานนั้นพระพุทธเจ้ามีอายุรวมทั้งสิ้น 80 พรรษา

      ประวัติของพระพุทธเจ้ายังมีอีกมากมายหลายอย่างที่พระองค์ได้สั่งสอนให้คนเป็นคนดีอีกทั้งยังเผยแพร่พุทธศาสนาไปทั่วซึ่งปัจจุบันถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะมีการปรินิพพานไปแล้วแต่คำสอนของพระองค์ก็ยังคงมีอยู่และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนทุกคนที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้มีอะไรมากเลยเพียงแค่สอนให้คนเป็นคนดีและไม่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้หัดมีการใช้สติให้มากและไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแค่นี้ทุกคนก็สามารถบรรลุหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาได้แล้ว

 

 

 สนับสนุนโดย  ติดต่อ next88

สัตว์ลึกลลับที่ถูกจับภาพได้ด้วยกูเกิลเอิร์ธ

Posted on 26 เมษายน 202026 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

ในใต้ท้องทะเลเหล่านี้มันอาจจะมีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่เรานั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นกันและในวันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดมาให้ทุกคนได้ชมกันมันจะมีสัตว์ที่แปลกอะไรบ้างมาดูกัน

Loch Ness Monster

นอกจากในทุกๆวันนี้เราอาจจะสามารถมองโลกใบนี้ได้ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งคุณสามารถนำเอานิ้วของคุณกดเข้าไปที่กูเกิลเอิร์ธและได้แต่ละทีมนุษย์คนเราก็อาจจะได้พบเจอกับสิ่งเหตุการณ์ที่เขานั้นพบเจอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ก็ยังได้มีชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นนักท่องอินเตอร์เน็ตจากนั้นเขาก็ได้เข้าไปพบเห็นรูปภาพประหลาด ในระหว่างที่เขานั้นกำลังใช้ กูเกิลเอิร์ธซุมไปดูที่ประเทศสก๊อตแลนด์

และในเวลาต่อมาก็ได้มีเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาทำการสำรวจรูปภาพดังกล่าวจากนั้นพวกเขาก็ได้บอกอีกว่ามันได้เป็นรูปทรงกระบอกที่มันได้มีขนาดความยาวประมาณ65ฟุตทั้งนี้พวกเขาก็ยังได้บอกถึงความที่มันได้ดูคล้ายคลึงกันอย่างมากและสัตว์ทะเลที่มันได้มีความลึกลับที่ชื่อว่าLoch Ness Monsterจากนั้น

มาก็ได้มีเสียงต่างๆได้เกิดขึ้นมาอีกทั้งยังได้บอกอีกว่ารูปภาพดังกล่าวนี้มันได้เป็นสัตว์เนสซีสำหรับสัตว์เนสซีนั้นมันเคยเป็นสัตว์ประหลาดที่มันได้เคยอาศัยอยู่ในช่วงของยุคไดโนเสาร์และทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังได้สันนิษฐานอีกด้วยว่ามันได้สูญพันธุ์ไปไม่เหลือแล้ว

ซึ่งในจังหวะเดียวกันนั้นมันได้มีกลุ่มบุคคลที่ได้มีความน่าสนใจที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าสัตว์ทะเลลึกลับได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอีกด้วยว่าLoch Ness Monster และ เนสซี นั้นมันได้เป็นสัตว์ประเภคเดียวกันจากนั้นมารูปภาพดังกล่าวที่ได้เห็นกันอยู่นี้มันก็ยังเป็นเครื่องพิสูจน์และยังได้รอการค้นหาอยู่ดี

อลิเกเตอร์ยักษ์

หากใครที่เคยได้ดูหนังที่มีความมันระห่ำที่สุดอย่างrampageที่พวกขาได้มีการเล่าเรื่องราวของการทำการทดลองเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมาป่ายักษ์และเจ้าจระเข้ที่มันได้มีตัวที่ใหญ่มหาสาร นอกจากนี้เราเชื่อว่าหลายคนก็อาจจคิดว่าเจ้าจระเข้ที่มีตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มันจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาในหนังเท่านั้น ซึ่งทางด้านของโลกออนไลน์ก็ได้มีการเปิดภาพจากกูเกิลเอิร์ธที่มันได้มีรูปร่างที่ดูมีลักษณะที่เหมือนกับเจ้าจระเข้ยักษ์

ที่มันกำลังได้ว่ายอยู่ใต้ท้องน้ำที่น่านน้ำประเทศดูไบ เนื่องจากรูปภาพถ่ายเหล่านี้ต่างก็ไดมีคนจำนวนมากที่ได้แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างมากมายอีกทั้งบางคนยังได้ไปหลงเหลืออีกว่ามันน่าจะเป็นจระเข้ที่มันได้ถูกออกแบบมาจากหนังแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังมีผู้คนได้หลงเชื่ออีกว่ามันได้เป็นเพียงแค่รูปภาพทำการตัดต่อเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  sagame

ล่ากรุสมบัติทหารญี่ปุ่น

Posted on 21 เมษายน 202021 เมษายน 2020Categories ตำนานTags ,

ก่อนหน้านี้ในอําเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เขาได้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ได้เข้าไปขุดหาทรัพย์สมบัติจากนั้นเขาก็ได้มองว่าเรื่องแบบนี้นั้นมันไม่ถูกต้อง แต่สำหรับฝั่งของคนที่ทำการขุดนั้น ก็คือตาอึ่ง ที่เขานั้นได้เคยฝันก็เพราะว่า ตาอึ่งนั้นเขาได้เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่และก็ได้เชื่อว่าได้ฝันเห็นทหารญี่ปุ่นได้ขนทรัพย์สมบัตินำเอามาซ่อนเอาไว้เป็นจำนวนมาก

แต่สุดท้ายแล้วพวกเพื่อนๆที่ได้นำเอารถไปขุดดินนั้น จากนั้นก็ได้มีการแจ้งในข้อกล่าวหาแต่แล้วเจ้าตัวตาอึ่งนั้นเขาก็ได้หายตัวไป จากนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะมีนายอึ่งได้เป็นคนพาเริ่มเพราะเนื่องจากว่านายอึ่งนั้นได้นิมิตเห็นจากนั้นนายอึ่งก็ได้เข้าไปซักช่วยชาวบ้านมาที่มี ชื่อว่านายแขก และก็ได้มีคุณลุงบุญส่ง

จากนั้นก็ได้ทำการหาตัวกลับมาทั้งหมดปรากฏว่าไปพบเจอ จะพบเจอแต่คุณลุงบุญส่ง จากนั้นด้านของคุณลุงบุญนั้นที่ก่อนหน้านี้เขาได้บอกว่าไม่เชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันจะมีทรัพย์สมบัติ แต่ไม่นานมาด้านคุณลุงบุญส่งเองก็เริ่มที่จะเชื่อแล้วมันน่าจะมีทรัพย์สมบัติอยู่จริงๆ จากนั้นรวมกับเจ้าของที่ดินที่เขาได้ยินยอมได้ให้ทำการขุดเพราะเขาได้คิดว่ามันไม่น่าจะเสียหายอะไรเท่าไร จากนั้นเดิมที่แล้วนายอึ่งเขาได้ทำการใช้มือเปล่าขุดจากนั้นในภายหลังที่เขาได้ทำการขุดมาเป็น10ๆปี

จากนั้นก็เกิดฝนตก พอฝนตกเท่านั้นแหละมันก็ได้ทำให้หน้าดินเปียกจากนั้นจึงทำให้น่าดินนั้นได้ปิดน่าถ้ำจนหมดก่อนน่านี้หลุมแต่ละหลุมที่ได้มีการใช้มือขุดแต่ละหลุมนั้นมันก็มีความลึกไม่มากเท่าไรประมาณ4เมตรก็ถือว่าเก่งเลยทีเดียวที่ได้ใช้มือเปล่าจากนั้นหลุดที่ได้เกิดเหตุก็คือหลุมที่สามเขาได้นำเอารถแบคโฮ

จากนั้นมาจึงได้ทำให้นายอำเภอจะต้องทำการสั่งให้เลิกขุดและวันนี้เราได้มีโอกาสได้เข้าไปเจอกับคุณลุงบุญส่งคนที่บอกว่ามันไม่จริงหรอกแต่เพราะเขาจ้างลุงมาลุงก็ต้องทำแต่จู่ๆด้านคุณลุงบุญส่งนั้นเขาก้ได้กลับลำด้านของหลุมนั้นมันยังอยู่ตรงที่เดิมด้านลุงบุญส่งยังบอกว่าตัวลุงเองนั้นก็ไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นหรือผีที่เป็นทหารญี่ปุ่น

ในสมัยของสงครามโลกนั้นมันจะอยู่ที่นี่แต่วันนี้คุณลุงบุญส่งเขาก็ได้ยอมเปิดใจและบอกกับเราว่าลุงนั้นได้เจอเองเลยกับตัวก็เลยเข้าไปถามว่าลุงไปเจออะไรมาครั้งก่อนลุงบอกว่าไม่เชื่อแต่พอมาวันนี้ลุงนั้นกลับได้เชื่อเพราะลุงนั้นเคยได้ใช้ปืนยิงเห็นญี่ปุ่นก็ได้เข้าไปถามอีกว่าลุงยิงจริงๆใช่ไปลุงแก่ก็ตอบกลับมาว่าจริง

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  rb88

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในความลึกด้านท้องทะเล

Posted on 19 เมษายน 202019 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ฉลามวาฬ

สำหรับปลาฉลามวาฬนั้นตัวของเจ้าฉลามวาฬจะมีสีเทาใต้ท้องจะเป็นสีขาวนอกจากนี้มันยังมีสันอยู่ประมาณสามสันที่กระจายอยู่ที่ตามลำตัววาฬ นอกจากนี้ผิวหนังของมันก็จะมีสีที่ดูคล้ายเหมือนกับตารางล้อมเป็นลายสีขาวดำ ลักษณะของลายเจ้าฉลามวาฬนี้มันจะมีแค่จำเฉพาะตัว หากได้เปรียบเทียบแล้วก็จะเหมือนกับลายมือของมนุษย์ที่มันอาจจะเขียนไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ซึ่งการระบบลักษณะลำตัวของวาฬที่แท้จริงแล้วก็จะดูมันตั้งแต่เหงือกคู่แล้วยาวถึงครีบตรงอก และปากของฉลามวาฬนั้นมันได้มีความกว้างถึงประมาณ1.5เมตรในช่องปากของมันจะมีฟันมากถึง4แถวจึงทำให้มันนั้นได้มีฟันที่มากกว่า3,000ซี่ และมันจะมีผิวหนังที่มีความหนาถึง10เมตร

นอกจากเดิมที่แล้วเจ้าฉลามวาฬนั้น มันได้เป็นปลาที่อยู่อย่างสงบ ฉลามวาฬนั้นมันมีนิสัยที่จะชอบว่ายน้ำที่ช้าเฉลี่ยความเร็วแล้วมันจะอยู่ที่ประมาณ5กิโลกรัมเมตรต่อชั่วโมง เพียงเท่านั้นยังไม่พอนักท่องเที่ยวที่มาชมฉลามวาฬนั้นก็สามารถที่จะวาฬคู่ไปกับเจ้าฉลามวาฬตัวนี้ได้อีกด้วย สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนี้มันก็อาจจะเป็นการเข้าไปรบกวนในความเป็นอยู่ทางด้านธรรมชาติสัตว์น้ำทั้งนี้อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะเกิดเหตุร้ายกับตัวคุณเองก็ได้กับสิ่งที่เรานั้นคาดไม่ถึง อย่างเช่นสิ่งต่างๆหรือเสียงมันก็อาจจะเป็นการทำให้ฉลามวาฬนั้นตกใจและหันกลับมาทำร้ายตัวคุณเองก็ได้

วาฬฟิน

นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ19ถึง22.3เมตร และวาฬฟินนั้นมันก็ยังจะมีน้ำหนักประมาณ35ถึง45ตันก็เลยทีเดียว สำหรับเจ้าวาฬฟินตัวนี้เราสามารถที่จะพบเห็นตัวมันได้ทั่วโลก นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นมันยังได้ถูกเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าวาฬหลังใบมีดโกน สำหรับวาฬฟินนั้นมัมนได้ถูกปกป้องในปีประมาณ1976 เนื่องจากประชากรของวาฬฟินนั้น

ได้มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ40ถึงประมาณ50,000ตัวในแอตแลนติสเหนือ ทั้งนี้ทางด้านของชนเผ่าของกรีนแลนด์นั้นจะสามารถทำการออกล่าหาวาฬได้ไม่เกินจำนวน19ต่อปี  นอกจากนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเองนั้นก็ได้ถือว่าได้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ออกล่าวาฬฟินเป็นจำนวน50ต่อ1ปี เพราะจะนำเอาไปทำการศึกษาและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้วาฬฟินนั้นมันยังได้อาหารกินให้ได้ถึง2ตันต่อวันลักษณะของการกินของวาฬฟินนั้นก็คือการอมน้ำเข้าไปจากนั้นก็ใช่บาลีนกรองน้ำออกมา นอกจากนี้โดยเฉพาะในบาลีนของเจ้าวาฬจะมีประมาณ200ถึง270เส้น ในแต่ละเส้นนั้นมันจะมีความยาวประมาณ 76เซนติเมตร และมันจะมีความกว้างประมาณ30เซนติเมตร ทั้งนี้วาฬฟินยังมีส่วนที่สำคัญคือหางของมันยังสามารถที่จะใช้เป็นอาวุธได้เพื่อเป็นการปกป้องตัวมันเองจากเจ้าฉลามเพชรฆาตได้ทั้งนี้ยังได้ข่าวมาว่าเจ้าวาฬฟินชนิดนี้มันยังได้ใช้หางของมันนั้นตีเข้าไปที่เรือจนแตกมาแล้วอีกด้วย

การค้นพบพีระมิดโบราณที่น่าทึ่ง

Posted on 17 เมษายน 202017 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ถ้าพูดถึงประเทศอียิปต์หลายคนก็อาจจะนึกถึงพีระมิดขนาดใหญ่และคําสาปสุดเฮี้ยนของฟาโรห์ตุตันคาเมนกันอย่างแน่นอนและด้วยความที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณนี้เองทำให้มีอารยธรรมที่น่าทึ่งและสิ่งก่อสร้างอัศจรรย์ต่างๆที่ชวนให้นักประวัติศาสตร์และคนรุ่นหลังสนใจศึกษาค้นคว้าไปดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

ห้องลับแห่งพีระมิดกีซา

ในปี2017นักโบราณคดีได้ค้นพบอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่อายุ4,500ปีชิ้นนี้ภายในห้องใหม่ด้วยการใช้เครื่องตรวจจับวัตถุรังสีในการค้นหาห้องต่างๆและก็พบว่าด้านในพีระมิดแห่งนี้ได้มีห้องที่สำคัญอยู่3ห้องด้านในประกอบไปด้วยห้องของฟาโรห์ห้องพระราชนีและห้องภาพเขียนซึ่งห้องใหม่ที่ได้พบค้นจากการตรวจจับสแกนผ่านทางก้อนหินนี้นักวิจัยไม่ทราบขนาดของพื้นที่ที่แน่นอน

พวกเขาจึงสันนิษฐานว่าอาจจะมีขนาดเท่ากับห้องภาพเขียนที่ได้มีความยาว47เมตรความสูง9เมตรโดยมีความสูงอยู่เหนือระดับพื้นดินอยู่ที่21เมตรถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่เน้นใจว่าห้องนี้ไว้ใช้ทำอะไรกันจึงทำให้นักวิจัยชาวฝรั่งเศษจากโครงการ

การสแกนพีระมิดสร้างหุ่นยนต์ลงไปสำตรวจในทางแคบได้ในระยะไกลแล้วค่อยๆพองออกเหมือนเรือเหาะต้องขอบคุณสถาบันนวัฒกรรมเพื่อการอนุลักษณ์ที่สามารถทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในโดยที่ไม่มีการทำลายโบราณวัตถุอีกทั้งยังทำให้โบราณนวัตถุแห่งนี้ยังคงสภาพเอาไว้อย่างเดิมไม่ได้ทำให้เสียหายอะไรทั้งสิ้น

วิหารอาบู ซิมเบล

สำหรับวิหารอาบู ซิมเบลได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของของอียิปต์ได้ถูกค้นพบในปีแรกในปี1983โดยนักสำรวจชาวสวิตที่ชื่อว่าJean-Louis BUrckhardtซึ่งส่วนของศรีษะงของรูปปั่นในวิหารนั้นมีความสวยงามมากกว่ารูปปั่นอียิปต์โบราณอื่นๆที่พบมาและสำหรับในการเปิดทางเข้าวิหารแห่งนี้คนงานจะต้องใช้เวลานานถึง4ปีในการนำเอาทรายออกจากบริเวณทางเข้าและพบกำรูปปั่น4รูป

โดยมีรูปปั่นของฟาโรห์รามเสสที่2ในท่านั่งที่ได้มีความสูง10เมตรอยู่ด้านนอกของวิหารเชื่อว่าวิหารแห่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าแต่สำหรับด้านนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ สำหรับปัจจุบันในวิหารแห่งนี้ได้ตั้งไกล้อยู่เนินเขากับทะเลสาบนัดเซอร์ถึงแม้ว่าวิหารของฟาโรห์รามเสส

จะมีขนาดที่ใหญ่และรูปปั่นนั้นได้กลับมีเท่าขนาดพระราชนีของพระองค์และแสดงให้เห็นด้วยว่าฟาโรห์ในพระองค์นี้รักและนับถือพระราชนีมากถือได้ว่าได้เป็นเอกลักษณ์ส่วนพระองค์ที่ได้มีที่น่าจดจำอย่างไม่น้อยกันเลยทีเดียว

2อัญมณีลึกลับ

Posted on 12 เมษายน 202012 เมษายน 2020Categories ตำนานTags

เรื่องของอัญมณีเพื่อใช้เป็นเครื่องแสดงถึงตำแหน่งและเกียรติยศและนอกจากเพื่อความสวยงามและความเป็นสิริมงคลต่างๆแล้วก็ยังใช้ประโยชน์ในด้านการรักษาโรคทั้งทางกายภาพและทางด้านจิตใจได้อีกด้วย ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัญมณีใดบ้างที่ยังไม่อาจจะชี้ชัดให้ได้ว่าว่าอัญมณีเหล่านี้มันได้มีต้นกำเนิดมาจากที่ไหนบ้างอัญมณีที่ได้มีเรื่องเล่าตำนานอาถรรพ์หรือเมื่อกระทั่งเชื่อว่าได้มีพลังที่เหนือธรรมชาติ

Mysterious Blue Stone หรือ หินสีฟ้าลึกลับ

Mysterious Blue Stoneได้ถูกค้นพบโดยAngelo Pitoniนักธรณีวิทยาชาวอิตาลีที่ได้ถูกว่าจ้างให้ออกไปสำรวจหาของอัญมณีที่ล้ำค่าในระหว่างที่ได้ทำการสำรวจในบริเวณชายแดนของประเทศเซียร์ราลีโอนทีมงานก็ได้เข้าไปพบกับวัตถุที่เป็นปริศนาที่เป็นก้อนหินสีฟ้าใสเหมือนกับสีน้ำทะเลเมื่อเขาได้นำเอากลับมาที่ยุโรปเพื่อนำเอาหินลึกลับนี้ให้กับสถานบันวิจัยวิทยาศาสตร์ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี และ ประเทศเนเธอร์แลนด์

เพื่อทำการตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นแร่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยมีองค์ประกอบของออซิเจนสูงกว่า77%และส่วนประกอบอื่นๆและอาทิคาร์บอนซิลิกอนแคลเซียมอีกอย่างละเล็กน้อยนักวิจัยได้ทำการตรวจสอบสารประกอบอินทรีภายในก้อนหินลึกลับนี้ ซึ่งคาดว่ามันมีอายุถึง1,5000ถึง5,5000ปี ทำให้แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังตั้งคำถามว่าแล้วมันจะมาจากไหนและมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

โดยมีนักทิศดีได้ตั้งสมมุติฐานที่เกี่ยวกับMysterious Blue Stoneเอาไว้มันอาจจะเป็นร่องรอยของอารยธรรมที่หายสาปสูญหายไปในดินแดน เซียร์ราลีโอน ก็เป็นได้หรือมันอาจจะเป็นแร่ที่ได้มาจากนอกโลกโดยมีผู้มาเยือนจากต่างดาวที่มาอารยธรรมและเทคโนโลยีสูงได้ถูกทิ้งเอาไว้บนโลกทั้งนี้ถึงแม้ว่าก้อนหินดังกล่าวจะเป็นแร่ธาตุใหม่แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเป็นแร่ธาตุที่ถูกค้นพบในประเทศโมร็อกโกเช่นเดียวกัน

แก้วขนเหล็ก/เหล็กไหล

แก้วขนเหล็กหรืออัญมณีโป่งข่ามมีความเชื่อที่เกี่ยวกับโชครางที่ฝังลากลึกมาพร้อมๆกับมันไม่ว่าจะเป็นไหมทองไหมนาศหรือไหมดำก็ตามความเชื่อต่างๆเหล่านั้นล้วนมากับอภินิหารที่คนไทยโบราณโดยเฉพาะชาวล้านนาไทยต่างเชื่อถือมากอย่างยาวนานโดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องของความอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้าเช่นหลายคนต่างเชื่อกันว่าเส้นขนสีดำที่อยู่ภายในแก้วไหมสีดำนั้นแท้จริงแล้ว

ก็คือเหล็กไหลนั่นเองด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อนจึงมีผู้นิยมฝังแแก้วขนเหล็กเอาไว้ตามจุดต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะหรือไหล่เพราะเชื่อว่าจะทำให้คนผู้นั้นฟันแทงไม่เข้าไม่ไม่มีอาวุธใดที่จะสามารถทำลายได้หรือในอีกลักษณะหนึ่งก็จะมีการนำหินไหมดำนี้มาทำเป็นเรื่องรางของขลังเช่นจี้รูปวงกลม วงรี หรือ ทำเป็นหัวแหวนใส่สำหรับเอาไว้ติดกายอยู่ตลาดเวลาเพื่อป้องกันคุณไสยหรือสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่มองเห็นและมองไม่เห็นอีกทั้งยังมีการนำเอาหินไหมดำมาตั้งประดับในบ้าน

ตำนานผีโพง

Posted on 9 เมษายน 20207 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags , ,

 เชื่อว่าหลายคนยังคงเคยได้ยินผุ้คนพูดถึงผีโพง ซึ่งในสมัยโบราณมีการเชื่อกันว่าในช่วงกลางคืนจะมีผีโพงออกอารวาดซึ่งผีโพงมัก จะชอบกินกบกินเขียดเป็นอาหารโดยชาวบ้านเชื่อกันว่า  ผีโพงจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งผีโพงมันจะสิงมาอยู่ในร่างกายของคน โดยคนที่โดนสิงนั้นจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นในตอนกลางวันคนที่ถูกผีโพงเข้าสิงก็มักจะเหมือนกับคนอื่นๆทั่วไป

ตอนกลางคืนมันจะพากันออกหากินในการออกหากบหาเขียดกินเป็นอาหาร ลักษณะของผีโพงจะมีลูกไฟขึ้นอยู่ตรงบริเวณจมูก  โดยจะมีด้วยกันประมาณ 3 สี นั่นก็คือสีแดง สีม่วง และสีเขียว ผีโพงจะออกหาอาหารในตอนกลางคืน โดยจะดูดเอาเหมือกของกบ ของเขียด และของปลามากิน

เมื่อดูดเมือกเสร็จแล้วก็จะปล่อยสัตว์เหล่านั้นทิ้ง ในตอนกลางวัน ชาวบ้านทั่วไปจะไม่รู้เลยว่าใครที่เป็นผีโพง แต่ถ้าหากเป็นตอนกลางคืนจะมีวิธีสังเกตุได้ว่าใครเป็นผีโพงก็คือ ก่อนที่ผีโพงจะออกหากิน พวกผีโพงจะเอาจมูกไปถูกกับบันไดให้เกิดสีก่อนที่จะออกหากิน โดยพวกผีโพงจะใช้แสงตรงจมูกในการส่องหากบ หาเขียดกิน สำหรับช่วงที่คนที่เจอผีโพงบ่อยบ่อยนั้น จะเป็นช่วงที่ฝนตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝน  โดยปกติแล้วผีโพงจะไม่ทำร้ายคน พวกมันจะค่อนข้างกลัวคนซะมากกว่าเพราะกลัวคนจะเห็นหน้า

ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าหากใครได้เห็นหน้าผีโพงแล้วเราก็พวกมันจะขอร้องอ้อนวอนไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวไปบอกกับใครโดยมันจะเอาใบไม้มาใส่เป็นทองแล้วมอบเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับความรักของพวกมัน แต่ถ้าหากใครไม่ยอมรับปากว่าจะเก็บเรื่องราวของพวกมันเป็นความรักพวกมันก็จะทำร้าย หรือทำให้กลายเป็นผีโพงเหมือนกัน

และสำหรับทองคำที่ผีโพงเสกให้ในช่วงเวลากลางคืนนั้น เมื่อถึงเวลาในตอนเช้าทองคำเหล่านั้นก็จะกลับกลายร่างเป็นดังเดิม เช่นเป็นใบไม้หรือก้อนหิน และคนที่เห็นผีโพงก็ยังต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ซึ่งหากใครที่เปิดเผยความลับของมัน พวกมันจะรับรู้ด้วยญาณวิเศษของมันและมันจะอาฆาตคนทีบอกความลับของพวกมันและตามมาทำร้ายในภายหลัง 

ซึงลักษณะของการแก้ไขของผีโพงนั้นพวกมันมักจะใช้วิธีนำก้านกล้วยมาตัดเอาใบออกแล้วนำก้านกล้วยที่ไม่มีใบมาโยนข้ามหลังคาบ้านโดยมีการเชื่อกันว่านั่นคือการสาปแช่ง เพราะหากใครที่ถูกทำเช่นนั้นจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงแก่ความตายได้ ส่วนการสืบทอดการเป็นผีโพงนั้นจะมีการสืบทอดทายาทกันจากน้ำลายหากใครไปเผลอกินน้ำลายของผีโพงหรือโดนผีโพงพ่นน้ำลายเข้าไปก็จะกลายเป็นผีโพงทันที

 

ขอขอบคุณเว็บ  9luck ที่ให้การสนับสนุน