เรื่องราวประวัติศาสตร์และตำนาน

Posted on 28 กุมภาพันธ์ 202027 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ผาหินที่พบในนลุ่มน้ำโขงและมีหินที่มีปรากฏการสะท้อนแสง ลานหินสีประกาย

ในเส้นทางของเรือนำเที่ยวในช่วงหนึ่งจะผ่าไปยังแนวหน้าผาหินชาวบ้านเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ผาชัน ตามลักษณะของแนวผาสูงที่ได้ตั้งเรียบกับแม่น้ำโขง ผาชันเป็นแนวหน้าผาหินเทาและเทาอมม่วงมีความสูงขึ้นไปจากระดับน้ำประมาณราวๆ20 ถึง 30เมตร จุดเด่นในทางธรณีที่สำคัญของผาชันคือมีการแสดงแนววางตัวของชั้นหินที่เห็นได้อย่างชัดเจน

และสวยงามอยู่หลายจุดผาหินในบางช่วงที่ได้ถูกกัดเซาะจากกระแสน้ำก็จะเกิดร่องแตกรอยแยกและรูพรุนไปทั่วและนอกจากนี้ผาชัดยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในยุคอาณานิคมที่ชาวฝรั่งงเศษได้เข้ามาเขียนตัวเลขแสดงระดับน้ำเพื่อให้เป็นประโยชน์ก็การเดินเรือในที่ลุ่มแม่น้ำโขงชาวบ้านจะเรียกบริเวณตรงที่ผาหินตรงนี้ว่าผาเลขสองฝั่งน้ำโขงในที่แนวเขตแห่งนี้ซึ่งมันเต็มไปด้วย

แหล่งทางธรณีวิทยาเพื่อเป็นการปมฟักของแหล่งธรรมชาติที่มีมาเนินนานมาแล้วนับแสนนับล้านปี

จนได้เกิดมาเป็นศนียภาพที่เป็นอันน่าอัศจรรย์และยังมีแหล่งที่น่าเข้าไปศึกษาและเข้าไปเรียนรู้สำหรับในลานหินสีประกายแสงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่เรือนักท่องเที่ยวนั้นจะแวะจอดที่นี่เพื่อที่จะด้พาผู้โดยสารเข้าและขึ้นไปชมความงามอันเป็นที่มาของชื่อของสถานที่และในบนที่มีลานโล้งกว้างได้มีความยาวประมาณราวๆ300เมตร

ที่เต็มไปด้วยของหินที่มีขนาดเล็กและหินที่มีขนาดใหญ่ที่มันดูแตกต่างไปจากก้อนหินที่เรานั้นพบเห็นอยู่ตามทั่วไปคือก้อนหินนั้นมีจะมีลักษณะที่มีการสะท้อนแสงเมื่อก้อนหินนั้นได้ถูกแสงแดดนั้นส่องเข้ามาก็จะปรากฏเป็นแสงประกายยระยิบเมื่อก้อนหินนั้นได้ต้อนแสงแดดสำหรับก้อนเหล่านี้มันก็จะมีหินที่มีความหลากหลายสีสันด้วยกันจะมีตั้งแต่ก้อนหินสีดำ ก้อนหินสีแดง ก้อนหินสีน้ำตาลออกเหลือง และ ชมพู

สำหรับทางด้านธรณีวิทยาก็ได้มีการอธิบายเรื่องราวต่างๆที่มีการปรากฏการของก้อนหินบนหาดว่ามันทำไมมันถึงได้มีลักษณะที่มันเนเช่นนี้นั้นก็คือในระหว่างกระบวนการของการเกิดเป็นหินจากนั้นก้ได้มีการปรากฏตัวของซิลิกาในสภาพที่มันอิ่มตัวในน้ำที่ได้มีการเคลื่อนตัวในตระกรของทรายซึ่งมันก็ได้เป็นลักษณะที่มีความพิเศษทางด้านธรณีวิทยาที่มันนั้นจะหาดูได้ยากมากในแบบหนึ่ง และสำหรับการเดินทางนี้ก็ไม่ยากเส้นทางนี้อยู่ทางหลวงหมาย24และยังมีแหล่งที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆอยู่อีกมาของจังหวัดอุบลราชธานี

เกาะหินสามพันโบกและเสาเฉลียง

Posted on 27 กุมภาพันธ์ 202027 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

การเปลี่ยนแปรงทางธรณีวิทยาที่มีลักษณะเด่นของผาแต้มนอกจากหน้าผาและแม่น้ำไกล้กันนั้นก็ยังพบตัวอย่างที่น่าสนใจอยู่สองลักษณะ คือ ลานหินแตกและเสาเฉลียง ลานหินแตกเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกทำให้ชั้นหินหนาโก่งงองจนแยกแตกออกเป็นแนวดิ่ง

ส่วนเสาเฉลียงเกิดจากการกัดก่อนชั้นหินของน้ำลมและแสงแดดต่อเนื่องนับล้านปีการกัดก่อนทับซ้อนทั้งในแนวลาบและแนวดิ่งทำให้เกิดเป็นแท่งหินรูปลักษณ์ประหลาดคล้ายกับว่ามีมือยักษ์มาจับหินสองก้อนมาตั้งวางทับซ้อนกัน

ลานหินกว้างริมน้ำโขงมันวางตัวเองอยู่ตรงนี้มานานแสนนาน

ในฤดูน้ำหลากลานหินจะถูกแผร่คุมด้วยพื้นน้ำกว้างจอบจนเม็ดฝนขาดช่วงสายน้ำโขงก็จะลดระดับลงให้ลานหินออกมาท้าทายกับแสงแดดกล้าชาวบ้านเรียกชื่อของสถานที่แห่งนี้ว่าสามพันโบกซึ่งในอดีตทัศนียภาพอันงดงามอันแปลกตานี้หากว่าไม่ใช่คนในพื้นที่นี้จริงๆก็คงมีคนต่างถิ่นอยู่เพียงไม่มากที่มีโอกาสได้ชื่นชมแต่ฉับพลันที่ภาพของสามพันโบกปรากฏออกในสื่อประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวไทย

เมื่อหลายปีก่อนชื่อของสามพันโบกก็ได้ขยับตัวเข้ามาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแถวหน้าของในจัวหงัดแทนในทันที สามพันโบกเป็นลานหินทราย และ หินทรายปนกรวดในโหมดหินภูพานอายุประมาณ110ล้านปีเป็นการสะสมตัวในสภาพแวดล้อมทางน้ำประสานสายและโค้งตวัดท้ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อนชื้นจนเมื่อราว65 ถึง 90ล้านปี

ก่อนกระบวนการก่อนก็ได้เริ่มขึ้นอย่างช้าๆเมื่อกรวดทรายเม็ดเล็กถูกกระแสน้ำพัดพามาวนที่บนพื้นหินการเสียดสีได้กัดก่อนผิวแข็งของชั้นหินจนเกิดเป็นร่องรูขนาดเล็กๆหลังจากนั้นหินในเม็ดต่อๆมาที่หลุดรอดเข้าในหลุมก็จะค่อยๆขันถูขยายขนาดจนเนื้อหินนั้นกลายเป็นโพงโค้งเว้าที่มีผิวเรียบลื่น

ซึ่งศัพท์ทางวิชาการได้เรียกหลุมเหล่านี้ว่าหลุมกุมภลักษณ์ความสวยงามของสามพันโบกเป็นความมหัศจรรย์ทางธรณีบนลานหินที่มีความกว้างราว400เมตรและยาวราวๆ1กิโลเมตรจะได้พบหลุมกุมภลักษณ์กระจายไปทั่วหลุมหินเหล่านี้ได้มีขนาดที่แตกต่างกันตั้งแต่หลุมเล็กๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่กี่นิ้วไปจนถึงบ่อใหญ่ขนาดหลาย10ตารางเมตร

หลุมบางหลุมก็ก็ได้มีรูปร่างแปลกๆพอให้ชวนจินตนาการเป็นภาพต่างๆ ซึ่งงจริงๆแล้วหลุมกุมภลักษณ์จะมีรูปร่างเป็นเพียงวงกมลวงรีแต่เมื่อหลุมหลายๆหลุมขยายตัวจนเชื่อมต่อกันก็จะทำให้เกิดหลุมหน้าตาแปลกๆขึ้นมาได้ดังนั้นจึงทำให้เกิดเป็นรูปน่าตาต่างๆให้เราได้เฆ้นกันทุกวันนี้

เทคนิคการสานเส้นเบื้องต้น!

Posted on 26 กุมภาพันธ์ 202026 กุมภาพันธ์ 2020Categories เทคนิคการสานเส้นTags

วันนี้จะกลับมาพูดถึงอีกหนึ่งแนวทางสำหรับเพื่อการวาดภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆในด้านของการนำไปปรับใช้ในงานการ์ตูนทางเทคนิคภาพ และก็ยังรวมทั้งใช้ฝึกซ้อมมือตนเองให้นิ่งมากขึ้นเรื่อยๆในการวาดหรือการตัดเส้นงานของตน แนวทางที่ว่านี้ก็คือ “การสานเส้น” นั่นเองครับผม

การสานเส้น (Hatching) อันที่จริงแล้วเป็นแนวทางการใช้เส้นในลักษณะต่างๆสำหรับงานวาดภาพ แต่ว่าในทั้งนี้พวกเราจะบีบให้มันแคบลงเฉพาะในงานการ์ตูนที่พวกเราบางครั้งอาจจะเคยได้เห็นกันบ่อยๆไม่ว่าจะเป็นการสานเส้นแทนแสงสว่างเงาตามตัวละคร เสื้อผ้า ฉากหลัง รวมถึงเอฟเฟคต่างๆที่มีการลากเส้นขัดกันไปมาให้เกิดshadeแทนสีหรือแสงสว่างเงาจนกระทั่งเกิดอารมณ์งานตามที่พวกเราต้องการได้แบบอย่างงานสานเส้นที่ใช้กับแสงเงาของวัตถุจำพวกต่างๆเป็นต้นว่าผิวเนื้อ เสื้อผ้า หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆนั่นเอง

แบบอย่างงานสานเส้นที่ใช้กับบรรยากาศฉากหลัง

จะเห็นได้ว่าการสานเส้นนั้นจะเป็นการให้อีกหนึ่งอารมณ์งาน เพื่อเป็นการทดแทนการลงสีหรือการใส่สกรีนโทน เพื่อให้ภาพเกิดแสงและเงา แบบหลายมิติ ลวยลาย textureหรือพื้นผิวได้เป็นอย่างดี แล้วก็จากที่เกริ่นไปข้างต้นแล้วครับว่านอกจากจะประยุกต์ใช้กับงานวาดภาพให้ได้เคล็ดลับที่สวยงามแล้ว

การสานเส้นนั้นยังถือได้ว่าเป็นการฝึกมือของเราอีกด้วยซึ่งให้เกิดความแข็งแรง ความนิ่ง และก็ความแม่นยำสำหรับในการใช้งานทางด้านการวาดหรือการตัดเส้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าในการสานเส้นนั้นเป็นเคล็ดลับที่จำเป็นมากที่จะต้องใช้สมาธิสำหรับในการควบคุมเส้นทุกเส้นจำนวนมากมายมหาศาลที่ขีดลงไปในงานเหล่านั้น เพื่อให้มีช่องไฟเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้น้ำหนักมือที่มีการใช้ในเส้นทุกเส้นจะต้องเสมอกัน เท่ากัน จึงถือได้ว่าเป็นการฝึกหัดตนเองให้ได้ผลในหลายๆทางอีกด้วยนะ

เกี่ยวกับเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้สำหรับการสานเส้นกันเลยดีกว่า…หลักๆแล้วการสานเส้นนั้นมิได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้กับอุปกรณ์ขี้เขียนประเภทไหน จะเป็นดินสอ ปากกาทุกชนิด พู่กัน หรือเมาส์ปากกา ก็สามารถใช้ได้ทั้งนั้นเช่นเดียวกันครับผม (และยังรวมไปถึงโปรแกรมวาดรูปลงสีหลายๆโปรแกรมบน computer เอง ก็มีหัวbrushที่เป็นหัวสานเส้นสำเร็จรูปแบบต่างๆมาให้พวกเราได้เลือกใช้กันแล้วด้วยครับผม) แต่ว่าในงานการ์ตูนโดยมากแล้วพวกเราคงจะเคยได้เห็นการสานเส้นด้วยปากกาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นปากกา pigment ink ปกติ หรือใช้หัวปากกาจุ่มน้ำหมึกอย่าง g-pen ก็มี แต่ว่าไม่ว่าจะใช้เครื่องมือประเภทใดก็ตามที การสานเส้นนั้นล้วนมีกลยุทธ์หรือทฤษฎีการฝึกฝนใช้งานที่ไม่ได้ต่างอะไรกันครับ

เกาะที่มีประเทศแย่งกันมากมาย

Posted on 22 กุมภาพันธ์ 202022 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

สำหรับเรื่องนี้ที่ใครอ่านก็อาจจะชอบเพราะว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของพรมแดนและการแย้งเอามันมาเป็นเจ้าของหรือว่าถือสิทธิ์ยึดครองของ หมู่เกาะสแปรตลี ถ้าจะมองในรูปภาพแผนที่ก็จะเห็นว่าแผนที่ที่มีสีแดงนั้นคือกลุ่มประเทศทั่วโลกที่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องของเขตแดนหรือพรมแดนเพราะฉะนั้นมันมีเกือบทั่วโลกส่วนที่มีสีเหลืองนั่นเกิดจากข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้น

เรามาเจาะให้ลึกลงไปกว่านั้นดูแค่ทวีปเอเชียประเทศพี่ใหญ่ที่มักจะมีปัญหาเขตแดนกับประเทศอื่นๆก็คงจะไม่พ้นประเทศจีน จีนมีข้อพิพาทกับประเทศอื่นๆไม่ต่ำกว่า10กรณีเกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้ยบนบกระหว่าง พรมแดนปากีสถาน อินเดีย ภูฏาน อีกครึ่งอยู่ในทะเลญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น

เรามาดูเกาะแรกที่ประเทศญี่ปุ่นชื่อว่าเกาะโอกิโนโทริชิมะซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจากแนวปาการังเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เพราะว่ามีขนาดเล็กมากมีแค่เพียง10ตารางเมตรเท่านั้นบอกได้เลยว่าแค่มีคนไปยืนอยู่คนเดียวก็ยังเหงาเพราะว่ามันเล็กเกินแต่ว่าเกาะแห่งนี้ก็กลายเป็นกรณีพิพาททางเขตแดนของญี่ปุ่นและจีนจนได้รวมไปถึงประเทศรอบข้างอย่าง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ก็เอากับเขาด้วยเท่ากับว่าโอกิโนโทริชิมะทะเลาะกันอยู่4ประเทศ

ทั้งๆที่จริงแล้วมันเป็นเกาะที่มีแนวปาการังล้อมรอบและเขาทะเลเรื่องเขตแดนไป

เพื่ออะไรกันและมากไปกว่านั้นญี่ปุ่นเขาถือว่าแนวปาการังแห่งนี้มันเป็นเกาะทำให้โดยบริเวณโดยรอบนี้ญี่ปุ่นกำเนิดให้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามกฏหมายทางทะเลทำให้จีนและประเทศอื่นๆต้องเดินเรือหลบเกาะจิ๋วแห่งนี้เป็นอาณาเขตที่ไกลกว่า200ไมล์ทะเลหรือประมาณ370กิโลเมตรเลยทีเดียวแถมญี่ปุ่นยังถือว่าเกาะแห่งนี้เป็นเขตปกครองหนึ่งของกรุงโตเกียวเพื่อเพิ่มความเครียดความจริงจังอีกด้วยคนจะได้เกรงใจเราว่าโตเกียวนั้น

ดูแลอยู่ แต่พอ ญี่ปุ่นกำเนิดมาสะขนาดนี้ประเทศอื่นจะต้องเดินเรืออ้อมไกลบอกได้เลยว่ามันจะไม่ตีกันได้อย่างไรก่อนอื่นเรามาดูเลยว่าตรงไหนมันคือทะเลจีนตอนใต้ใช้แล้วละว่าทะเลจีนตอนใต้นั้นเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกทะเลจีนใต้ครอบคลุมตั้งแต่ประเทศสิงคโปร์ขึ้นไปเรื่อยๆตามชายฝั่งทางด้านตะวันออกไปจนถึงช่องแคบใต้หวันเพราะฉะนั้น

อ่าวไทยของเราก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในทะเลจีนตอนใต้เช่นกันทะเลจีนตอนครอบคลุมพื้นที่ประมาณ3,500,000ตารางกิโลเมตรและก็เป็นที่อยู่ของเกาะมากมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มเกาะที่มีจำนวนหลายร้อยเกาะและจำนวนมากของเกาะก้ไม่มีคนอยู่อาศัย

การแต่งรถยุค 90 ในตำนาน

Posted on 19 กุมภาพันธ์ 202019 กุมภาพันธ์ 2020Categories ตำนานTags

การแต่งรถในแบบยุค90sมีดีงนี้

ถ้าจะพูดถึงในยุค90 หลายๆคนก็อาจจะคิดถึงในการใช้ชีวิตแล้วก็แฟชั่นต่างๆในยุคนั้นยุคที่ดาราศิลปินในสมัยนั้นเป็นผู้นำเทนในการแต่งตัวในแนวทางแต่งๆและทรงผมสไตล์ยุค90อันเป็นเอกลักษณ์แสกกลางบอกได้เลยว่าหล่อมากๆในสมัยนั้นและทำให้วัยรุ่นในยุคนั้นต่างก็พากันหลงไหลสไตล์ยุค90การใช้ชีวิตและการแต่งตัวในสมัยนั้นๆซึ่วในแต่ละคนนั้นก็จะมีแนวทางเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตการแต่งตัว หรือ ว่ารถซิ่งเราเชื่อว่าสิ่งสำคัญของยุค90นั้นก็คือรถซิ่งยในยุค90นั้น

ซึ่งในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปี2019หรือว่าก่อนหน้านี้หลายๆปีทั้งวัยรุ่นและวัยแก่และวัยเก๋าหลายๆรุ่นต่างก็จะหาเอามาครอบครอง ซึ่งมันอาจจะเป็นรถในฝันของพวกเขาในสมัยก่อน และอันนี้ก็จะหมายถึงเป็นรถ2จังหวะเช่นกันซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน2จังหวะมาสิ้นสุดตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้งในปี40หนึ่งเลยเศรษฐกิจไม่ค่อยดีคนล้มและคนก็เล่นกันเยอะก็ไม่มีเงินที่จะซื้อเอามาใช้เอามาขับขี่แต่ก็ยังติดตรงที่มันยังคงเป็นมนพิษที่เขาจะปรับปรุงใหม่และสำหรับในยุค90นั้นเขาแต่งรถอะไรกันเดี๋ยวเราจะมาหาคำตอบกัน

สำหรับการแต่งรถซิ่งในยุคนั้น

จะต้องมีการจัดทรงของตัวรถใหม่สะก่อนอย่างเช่น จัดทำถังปาดบขึ้นมาใหม่ จะให้คนยุค90นั้นขับขี่แบบเดิมๆเขาคงจะไม่ขับขี่กันหรอก และอย่างต่อมาก็คือเบาะ เบาะตึก หรือ เบาะขนมปัง ซึ่งมันเป็นคําศัพท์ใช้เรียกกันในสมัยนั้นและในอย่างต่อมาก็คือการย้นสวิงอามโดยปกติวัยรุ่นในปัจจุบันจะชอบยืดสวิงอามกันใช่มั้ยแต่ในยุค90เขาจะย้นสวิงอามไม่งั้นไม่เท่และอย่างต่อมา ก็คือ การโหลดท้ายและก็ยกส่วนหน้าของโชคซึ่งมันแตกต่างไปจากสมัยนี้สมัยนี้หน้ารถจะต้องกดต่ำหลังโด่ง

ซึ่งมันเป็นแบบนี้สลับการไปเลยและแฟชั่นลำดับต่อไปของยุค90นั้นก็คือการไล่น็อต กลึงจะไล่มากไล่น้อยมันก็แล้วแต่น๊อตกลึงถ้าจะพูดให้เข้าใจและเห็นภาพได้ง่ายๆก็เปรียบเสมือนน็อตไทเทเนียมในสมัยนี้มันลิมิเต็ดและก็มันดูสวยในยุคสมัย90นั้นและอีกหนึ่งแฟชั่นสุดโต่งในของยุค90ที่จะต้องพูดถึงกันจริงๆก็คือการแต่งล้อรถมอเตอร์ไซล้อหน้าล้อแม็ก ล้อหลังล้อซี่ลวด หรือ ล้อหน้สซี่ลวด ล้อหลังล้อแม็กมันก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของ

เจ้าของรถในยุคนั้นมันอาจจะไม่แปลกแต่ถ้ามาในยุคปัจจุบันคนเขาก็อาจจะมองว่ามันแปลกๆว่าพวกนั้นทำอะไรกันทำไมถึงใส่ล้อแบบนี้แต่ถ้ามันจะดูแปลกแต่มันก็ดูเป็นส่วนตัวดีในสำหรับยุค90s

ประวัติของเขาไกรลาสมีดังนี้

Posted on 11 กุมภาพันธ์ 202010 กุมภาพันธ์ 2020Categories วรรณคดีและตำนานTags

ประวัติของเขาไกรลาส ที่ประทับของพระศิวะ มีดังนี้

เรื่องราวดังต่อไปนี้ของทวยเทพเทวดาฮินดู ดังที่ได้ปรากฏในพระคัมภีร์ต่างๆนั้น เกิดเรื่องที่แปลก พระองค์เทวดาแต่ละองค์จะมีที่ประทับอยู่ที่ต่างๆกัน อาทิเช่น ท้าวจตุโลกบาล ประทับอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยมีเทือกเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของโลก มีทะเลสีทันดรล้อมอยู่ ในระหว่างเขาเป็นเทือกเขาทั้งยังเจ็ดลูก

ในความเชื่อถือของพราหมณ์นั้นสรวงสวรรค์ที่สำคัญมีอยู่ร่วมกัน 4 ที่ดังเช่น

  • ยอดของภูเขาพระสุเมรุ เป็นที่อยู่ของพระอินทร์ และเป็นเทือกเขาทองคำแท้ทั้งเทือกเขา
  • ยอดดอยไกรลาส พระศิวะรวมทั้งพระแม่อุมาเทวีประทับอยู่ มีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่าหน้าผาเผือก เพราะว่ามีสีขาวราวกับสีเงินยวง
  • พระพรหมโลก เป็นที่สถิตของพรหม แล้วก็ พระแม่สุรัสวดี ซึ่งมีถึง 16 ชั้น ในวรรณคดีส่วนมากไม่ค่อยเอ๋ยถึงรูปแบบของพระพรหมโลกมากเท่าไรนัก
  • ไวกูณฐ์ หรือ ทะเลน้ำนม อยู่กลางระหว่างสรวงสวรรค์อีกทั้ง 3 ที่ข้างต้น เป็นที่สถิตของพระวิษณุแล้วก็พระแม่พระลักษมี ซึ่งประทับหลับสบายบนข้างหลังของพระยาอนันตนาคราช แล้วก็ รอบๆสะดือสมุทร
  • โดยเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะนี้ บางคนก็พูดว่า เป็นที่อยู่ของท้าวกุเวร ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยซึ่งยอดเยี่ยมสูงสุดในตอนใต้ของทะเลสาบมานัส ที่แขกฮินดูเชื่อถือกันมากมาย เนื่องจากถือกันว่าเป็นที่สถิตที่องค์เทวดาแล้วก็ประชาชนบดี หรือ พระฤาษีหลักๆ

อีกทั้งเทือกเขาไกรลาสและก็ทะเลสาบมานัส ได้ถูกเอ๋ยถึงในมหากาพย์รามายณะแล้วก็มหากาพย์มหาภารตะ ในสำหรับตำนานก็มั่นใจว่า เขาไกรลาสลูกนี้น่าจะใช่เขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วก็มีสมุทรขวางอยู่เป็นที่อยู่ของพระศิวะ ผู้เชื่อถือลัทธิพราหมณ์บอกว่า จุดศูนย์กลางสมุทรสาปนี้ มีต้นชมพูศักดิ์สิทธิ์ ที่คนนั้นไม่อาจมองมองเห็น ซึ่งมีแม่น้ำไหลออกมาจากผลของต้นไม้นี้ กำเนิดเป็นน้ำในทะเลสาบขึ้น เป็นแม่น้ำที่มีคุณดีเลิศ ทำให้อายุยืนยาวทะเลสาบที่นี้ ฯลฯเกิดของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

รอบๆที่เป็นทะเลสาบแล้วก็เทือกเขาไกรลาส ก็เลยยึดมั่นกันว่า เป็นรอบๆที่จะจำเป็นต้องไปกระทำการนมัสการ หรือ ธุดงค์ เรียกว่า ไกรลาศยาตรา ซึ่งท่านพราหมณ์สวามีนวนันทะเอ่ยไว้ดังนี้ การธุดงค์ไปจนกระทั่งเทือกเขาไกรลาสและก็ได้เดินกลับทักษิณาครบ 39 รอบ นับว่าได้บูชาอย่างยิ่งสุดต่อองค์พระศิวะเจ้า แล้วก็การเดินทางไปควรต้องเดินทางในก.ย.หรือตุลาาคมเพียงแค่นั้น ทำให้อายุยืนยาวโดยเรื่องราว้เกี่ยวกับทะเลสาบที่นี้ รอบๆที่เป็นทะเลสาบแล้วก็เทือกเขาไกรลาส ก็เลยยึดมั่นกันว่า เป็นรอบๆที่จะจำต้องไปทำนมัสการ