สัตว์ลึกลลับที่ถูกจับภาพได้ด้วยกูเกิลเอิร์ธ

Posted on 26 เมษายน 202026 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

ในใต้ท้องทะเลเหล่านี้มันอาจจะมีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่เรานั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นกันและในวันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดมาให้ทุกคนได้ชมกันมันจะมีสัตว์ที่แปลกอะไรบ้างมาดูกัน

Loch Ness Monster

นอกจากในทุกๆวันนี้เราอาจจะสามารถมองโลกใบนี้ได้ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งคุณสามารถนำเอานิ้วของคุณกดเข้าไปที่กูเกิลเอิร์ธและได้แต่ละทีมนุษย์คนเราก็อาจจะได้พบเจอกับสิ่งเหตุการณ์ที่เขานั้นพบเจอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ก็ยังได้มีชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นนักท่องอินเตอร์เน็ตจากนั้นเขาก็ได้เข้าไปพบเห็นรูปภาพประหลาด ในระหว่างที่เขานั้นกำลังใช้ กูเกิลเอิร์ธซุมไปดูที่ประเทศสก๊อตแลนด์

และในเวลาต่อมาก็ได้มีเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาทำการสำรวจรูปภาพดังกล่าวจากนั้นพวกเขาก็ได้บอกอีกว่ามันได้เป็นรูปทรงกระบอกที่มันได้มีขนาดความยาวประมาณ65ฟุตทั้งนี้พวกเขาก็ยังได้บอกถึงความที่มันได้ดูคล้ายคลึงกันอย่างมากและสัตว์ทะเลที่มันได้มีความลึกลับที่ชื่อว่าLoch Ness Monsterจากนั้น

มาก็ได้มีเสียงต่างๆได้เกิดขึ้นมาอีกทั้งยังได้บอกอีกว่ารูปภาพดังกล่าวนี้มันได้เป็นสัตว์เนสซีสำหรับสัตว์เนสซีนั้นมันเคยเป็นสัตว์ประหลาดที่มันได้เคยอาศัยอยู่ในช่วงของยุคไดโนเสาร์และทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังได้สันนิษฐานอีกด้วยว่ามันได้สูญพันธุ์ไปไม่เหลือแล้ว

ซึ่งในจังหวะเดียวกันนั้นมันได้มีกลุ่มบุคคลที่ได้มีความน่าสนใจที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าสัตว์ทะเลลึกลับได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอีกด้วยว่าLoch Ness Monster และ เนสซี นั้นมันได้เป็นสัตว์ประเภคเดียวกันจากนั้นมารูปภาพดังกล่าวที่ได้เห็นกันอยู่นี้มันก็ยังเป็นเครื่องพิสูจน์และยังได้รอการค้นหาอยู่ดี

อลิเกเตอร์ยักษ์

หากใครที่เคยได้ดูหนังที่มีความมันระห่ำที่สุดอย่างrampageที่พวกขาได้มีการเล่าเรื่องราวของการทำการทดลองเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมาป่ายักษ์และเจ้าจระเข้ที่มันได้มีตัวที่ใหญ่มหาสาร นอกจากนี้เราเชื่อว่าหลายคนก็อาจจคิดว่าเจ้าจระเข้ที่มีตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มันจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาในหนังเท่านั้น ซึ่งทางด้านของโลกออนไลน์ก็ได้มีการเปิดภาพจากกูเกิลเอิร์ธที่มันได้มีรูปร่างที่ดูมีลักษณะที่เหมือนกับเจ้าจระเข้ยักษ์

ที่มันกำลังได้ว่ายอยู่ใต้ท้องน้ำที่น่านน้ำประเทศดูไบ เนื่องจากรูปภาพถ่ายเหล่านี้ต่างก็ไดมีคนจำนวนมากที่ได้แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างมากมายอีกทั้งบางคนยังได้ไปหลงเหลืออีกว่ามันน่าจะเป็นจระเข้ที่มันได้ถูกออกแบบมาจากหนังแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังมีผู้คนได้หลงเชื่ออีกว่ามันได้เป็นเพียงแค่รูปภาพทำการตัดต่อเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  sagame

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในความลึกด้านท้องทะเล

Posted on 19 เมษายน 202019 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ฉลามวาฬ

สำหรับปลาฉลามวาฬนั้นตัวของเจ้าฉลามวาฬจะมีสีเทาใต้ท้องจะเป็นสีขาวนอกจากนี้มันยังมีสันอยู่ประมาณสามสันที่กระจายอยู่ที่ตามลำตัววาฬ นอกจากนี้ผิวหนังของมันก็จะมีสีที่ดูคล้ายเหมือนกับตารางล้อมเป็นลายสีขาวดำ ลักษณะของลายเจ้าฉลามวาฬนี้มันจะมีแค่จำเฉพาะตัว หากได้เปรียบเทียบแล้วก็จะเหมือนกับลายมือของมนุษย์ที่มันอาจจะเขียนไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ซึ่งการระบบลักษณะลำตัวของวาฬที่แท้จริงแล้วก็จะดูมันตั้งแต่เหงือกคู่แล้วยาวถึงครีบตรงอก และปากของฉลามวาฬนั้นมันได้มีความกว้างถึงประมาณ1.5เมตรในช่องปากของมันจะมีฟันมากถึง4แถวจึงทำให้มันนั้นได้มีฟันที่มากกว่า3,000ซี่ และมันจะมีผิวหนังที่มีความหนาถึง10เมตร

นอกจากเดิมที่แล้วเจ้าฉลามวาฬนั้น มันได้เป็นปลาที่อยู่อย่างสงบ ฉลามวาฬนั้นมันมีนิสัยที่จะชอบว่ายน้ำที่ช้าเฉลี่ยความเร็วแล้วมันจะอยู่ที่ประมาณ5กิโลกรัมเมตรต่อชั่วโมง เพียงเท่านั้นยังไม่พอนักท่องเที่ยวที่มาชมฉลามวาฬนั้นก็สามารถที่จะวาฬคู่ไปกับเจ้าฉลามวาฬตัวนี้ได้อีกด้วย สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนี้มันก็อาจจะเป็นการเข้าไปรบกวนในความเป็นอยู่ทางด้านธรรมชาติสัตว์น้ำทั้งนี้อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะเกิดเหตุร้ายกับตัวคุณเองก็ได้กับสิ่งที่เรานั้นคาดไม่ถึง อย่างเช่นสิ่งต่างๆหรือเสียงมันก็อาจจะเป็นการทำให้ฉลามวาฬนั้นตกใจและหันกลับมาทำร้ายตัวคุณเองก็ได้

วาฬฟิน

นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ19ถึง22.3เมตร และวาฬฟินนั้นมันก็ยังจะมีน้ำหนักประมาณ35ถึง45ตันก็เลยทีเดียว สำหรับเจ้าวาฬฟินตัวนี้เราสามารถที่จะพบเห็นตัวมันได้ทั่วโลก นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นมันยังได้ถูกเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าวาฬหลังใบมีดโกน สำหรับวาฬฟินนั้นมัมนได้ถูกปกป้องในปีประมาณ1976 เนื่องจากประชากรของวาฬฟินนั้น

ได้มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ40ถึงประมาณ50,000ตัวในแอตแลนติสเหนือ ทั้งนี้ทางด้านของชนเผ่าของกรีนแลนด์นั้นจะสามารถทำการออกล่าหาวาฬได้ไม่เกินจำนวน19ต่อปี  นอกจากนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเองนั้นก็ได้ถือว่าได้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ออกล่าวาฬฟินเป็นจำนวน50ต่อ1ปี เพราะจะนำเอาไปทำการศึกษาและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้วาฬฟินนั้นมันยังได้อาหารกินให้ได้ถึง2ตันต่อวันลักษณะของการกินของวาฬฟินนั้นก็คือการอมน้ำเข้าไปจากนั้นก็ใช่บาลีนกรองน้ำออกมา นอกจากนี้โดยเฉพาะในบาลีนของเจ้าวาฬจะมีประมาณ200ถึง270เส้น ในแต่ละเส้นนั้นมันจะมีความยาวประมาณ 76เซนติเมตร และมันจะมีความกว้างประมาณ30เซนติเมตร ทั้งนี้วาฬฟินยังมีส่วนที่สำคัญคือหางของมันยังสามารถที่จะใช้เป็นอาวุธได้เพื่อเป็นการปกป้องตัวมันเองจากเจ้าฉลามเพชรฆาตได้ทั้งนี้ยังได้ข่าวมาว่าเจ้าวาฬฟินชนิดนี้มันยังได้ใช้หางของมันนั้นตีเข้าไปที่เรือจนแตกมาแล้วอีกด้วย

การค้นพบพีระมิดโบราณที่น่าทึ่ง

Posted on 17 เมษายน 202017 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ถ้าพูดถึงประเทศอียิปต์หลายคนก็อาจจะนึกถึงพีระมิดขนาดใหญ่และคําสาปสุดเฮี้ยนของฟาโรห์ตุตันคาเมนกันอย่างแน่นอนและด้วยความที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณนี้เองทำให้มีอารยธรรมที่น่าทึ่งและสิ่งก่อสร้างอัศจรรย์ต่างๆที่ชวนให้นักประวัติศาสตร์และคนรุ่นหลังสนใจศึกษาค้นคว้าไปดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

ห้องลับแห่งพีระมิดกีซา

ในปี2017นักโบราณคดีได้ค้นพบอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่อายุ4,500ปีชิ้นนี้ภายในห้องใหม่ด้วยการใช้เครื่องตรวจจับวัตถุรังสีในการค้นหาห้องต่างๆและก็พบว่าด้านในพีระมิดแห่งนี้ได้มีห้องที่สำคัญอยู่3ห้องด้านในประกอบไปด้วยห้องของฟาโรห์ห้องพระราชนีและห้องภาพเขียนซึ่งห้องใหม่ที่ได้พบค้นจากการตรวจจับสแกนผ่านทางก้อนหินนี้นักวิจัยไม่ทราบขนาดของพื้นที่ที่แน่นอน

พวกเขาจึงสันนิษฐานว่าอาจจะมีขนาดเท่ากับห้องภาพเขียนที่ได้มีความยาว47เมตรความสูง9เมตรโดยมีความสูงอยู่เหนือระดับพื้นดินอยู่ที่21เมตรถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่เน้นใจว่าห้องนี้ไว้ใช้ทำอะไรกันจึงทำให้นักวิจัยชาวฝรั่งเศษจากโครงการ

การสแกนพีระมิดสร้างหุ่นยนต์ลงไปสำตรวจในทางแคบได้ในระยะไกลแล้วค่อยๆพองออกเหมือนเรือเหาะต้องขอบคุณสถาบันนวัฒกรรมเพื่อการอนุลักษณ์ที่สามารถทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในโดยที่ไม่มีการทำลายโบราณวัตถุอีกทั้งยังทำให้โบราณนวัตถุแห่งนี้ยังคงสภาพเอาไว้อย่างเดิมไม่ได้ทำให้เสียหายอะไรทั้งสิ้น

วิหารอาบู ซิมเบล

สำหรับวิหารอาบู ซิมเบลได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของของอียิปต์ได้ถูกค้นพบในปีแรกในปี1983โดยนักสำรวจชาวสวิตที่ชื่อว่าJean-Louis BUrckhardtซึ่งส่วนของศรีษะงของรูปปั่นในวิหารนั้นมีความสวยงามมากกว่ารูปปั่นอียิปต์โบราณอื่นๆที่พบมาและสำหรับในการเปิดทางเข้าวิหารแห่งนี้คนงานจะต้องใช้เวลานานถึง4ปีในการนำเอาทรายออกจากบริเวณทางเข้าและพบกำรูปปั่น4รูป

โดยมีรูปปั่นของฟาโรห์รามเสสที่2ในท่านั่งที่ได้มีความสูง10เมตรอยู่ด้านนอกของวิหารเชื่อว่าวิหารแห่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าแต่สำหรับด้านนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ สำหรับปัจจุบันในวิหารแห่งนี้ได้ตั้งไกล้อยู่เนินเขากับทะเลสาบนัดเซอร์ถึงแม้ว่าวิหารของฟาโรห์รามเสส

จะมีขนาดที่ใหญ่และรูปปั่นนั้นได้กลับมีเท่าขนาดพระราชนีของพระองค์และแสดงให้เห็นด้วยว่าฟาโรห์ในพระองค์นี้รักและนับถือพระราชนีมากถือได้ว่าได้เป็นเอกลักษณ์ส่วนพระองค์ที่ได้มีที่น่าจดจำอย่างไม่น้อยกันเลยทีเดียว

ตำนานผีโพง

Posted on 9 เมษายน 20207 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags , ,

 เชื่อว่าหลายคนยังคงเคยได้ยินผุ้คนพูดถึงผีโพง ซึ่งในสมัยโบราณมีการเชื่อกันว่าในช่วงกลางคืนจะมีผีโพงออกอารวาดซึ่งผีโพงมัก จะชอบกินกบกินเขียดเป็นอาหารโดยชาวบ้านเชื่อกันว่า  ผีโพงจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งผีโพงมันจะสิงมาอยู่ในร่างกายของคน โดยคนที่โดนสิงนั้นจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นในตอนกลางวันคนที่ถูกผีโพงเข้าสิงก็มักจะเหมือนกับคนอื่นๆทั่วไป

ตอนกลางคืนมันจะพากันออกหากินในการออกหากบหาเขียดกินเป็นอาหาร ลักษณะของผีโพงจะมีลูกไฟขึ้นอยู่ตรงบริเวณจมูก  โดยจะมีด้วยกันประมาณ 3 สี นั่นก็คือสีแดง สีม่วง และสีเขียว ผีโพงจะออกหาอาหารในตอนกลางคืน โดยจะดูดเอาเหมือกของกบ ของเขียด และของปลามากิน

เมื่อดูดเมือกเสร็จแล้วก็จะปล่อยสัตว์เหล่านั้นทิ้ง ในตอนกลางวัน ชาวบ้านทั่วไปจะไม่รู้เลยว่าใครที่เป็นผีโพง แต่ถ้าหากเป็นตอนกลางคืนจะมีวิธีสังเกตุได้ว่าใครเป็นผีโพงก็คือ ก่อนที่ผีโพงจะออกหากิน พวกผีโพงจะเอาจมูกไปถูกกับบันไดให้เกิดสีก่อนที่จะออกหากิน โดยพวกผีโพงจะใช้แสงตรงจมูกในการส่องหากบ หาเขียดกิน สำหรับช่วงที่คนที่เจอผีโพงบ่อยบ่อยนั้น จะเป็นช่วงที่ฝนตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝน  โดยปกติแล้วผีโพงจะไม่ทำร้ายคน พวกมันจะค่อนข้างกลัวคนซะมากกว่าเพราะกลัวคนจะเห็นหน้า

ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าหากใครได้เห็นหน้าผีโพงแล้วเราก็พวกมันจะขอร้องอ้อนวอนไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวไปบอกกับใครโดยมันจะเอาใบไม้มาใส่เป็นทองแล้วมอบเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับความรักของพวกมัน แต่ถ้าหากใครไม่ยอมรับปากว่าจะเก็บเรื่องราวของพวกมันเป็นความรักพวกมันก็จะทำร้าย หรือทำให้กลายเป็นผีโพงเหมือนกัน

และสำหรับทองคำที่ผีโพงเสกให้ในช่วงเวลากลางคืนนั้น เมื่อถึงเวลาในตอนเช้าทองคำเหล่านั้นก็จะกลับกลายร่างเป็นดังเดิม เช่นเป็นใบไม้หรือก้อนหิน และคนที่เห็นผีโพงก็ยังต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ซึ่งหากใครที่เปิดเผยความลับของมัน พวกมันจะรับรู้ด้วยญาณวิเศษของมันและมันจะอาฆาตคนทีบอกความลับของพวกมันและตามมาทำร้ายในภายหลัง 

ซึงลักษณะของการแก้ไขของผีโพงนั้นพวกมันมักจะใช้วิธีนำก้านกล้วยมาตัดเอาใบออกแล้วนำก้านกล้วยที่ไม่มีใบมาโยนข้ามหลังคาบ้านโดยมีการเชื่อกันว่านั่นคือการสาปแช่ง เพราะหากใครที่ถูกทำเช่นนั้นจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงแก่ความตายได้ ส่วนการสืบทอดการเป็นผีโพงนั้นจะมีการสืบทอดทายาทกันจากน้ำลายหากใครไปเผลอกินน้ำลายของผีโพงหรือโดนผีโพงพ่นน้ำลายเข้าไปก็จะกลายเป็นผีโพงทันที

 

ขอขอบคุณเว็บ  9luck ที่ให้การสนับสนุน

ประเทศญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนประเทศอื่น

Posted on 29 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

สำหรับที่ญี่ปุ่นในมุมมองของเราในทุกวันนี้ซึ่งมันอาจจะเป็นการผสมผสานกันกับทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยผสมกับทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่คนอย่างพวกเรานั้นยากที่จะเข้าใจมันอย่างสุดๆแต่ถ้าอย่างไรก็ตามในความที่จะเข้าใจยากแบบนี้มันก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ชวนให้น่าค้นหาแต่มันจะมีอะไรนั้นมาดูกันเลย

ตู้ขายของหยอดเหรียญที่ขาย ทุกอย่าง

หากเราจะพูดถึงตู้ขายของสินค้าหยอดเหรียญแล้วหลายคนก็อาจจะคิดแค่ว่ามันก็ไม่ได้เห็นแปลกแต่ช้าก่อนเพราะที่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมันสุดแปลกจริงๆมันแปลกตรงที่ว่านอกจากคุณจะเจอนำหวานและน้ำอัดลมตามที่ตู้ต่างๆแล้วมันก็ยังมีขายอย่างอื่นอีกด้วยและนอกจากอาหารที่ได้ปรุงสำเร็จใหม่ๆมันก็ยังมีร่มมีเซ็กทอยและยังมีกางเกงในเป็นต้น 

Aokigahara ( Suicide Forest ) ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย

ป่าแห่งนี้ได้อยู่ใต้ของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมันได้เต็มไปด้วยต้นไม้ที่หนาแน่นมากจนไม่มีสัตว์ในป่าได้อาศัยอยู่มันจนทำให้ในป่าแห่งนี้เหงามากและจึงได้ทำให้คนจะนวนที่ประเทศญี่ปุ่นไม่น้อยต่างก็ได้เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ปปิดชีพของตัวเองที่นี้ยังได้เป็นที่ได้กล่าวขานว่าได้มีปีศาจและวิญญาณในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นวนเวียนอยู่ด้วยจากนั้นทางการรัฐบาลญี่ปุ่นก้ได้ออกมาแก้ไขเพื่อไม่ให้ผู้คนได้เข้าไปฆ่าตัวตายในพื้นที่ในป่าแห่งนี้โดยมีการติดป้ายเอาไว้มากมายตรงทางเข้าว่า  ครอบครัวของคุณรักคุณ เพื่อเป็นการเตือนสติแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจนทำให้สถานที่แห่งนี้ได้มีผู้คนเข้ามาตายเป็นอันดับที่สอง

Kancho

Kancho นั้นมันคือการแกล้งกันสำหรับระหว่างเด็กที่ประเทศญี่ปุ่นที่ในบางที่ที่อาจจะดูแล้วมันอาจจะเปนการคุกคามทางเพศได้เพราะมันคือการที่ทำใอให้เป็นรูปปืนและได้แทงเข้าไปที่ข้างหลังของเป้าหมายหรือคือการแทงเข้าไปที่ก้นนั่นเอง ซึ่งในหลายครั้งอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บกันได้เลยทีเดียวแต่นี่มันก็คือการแกล้งกันต่อๆกันมาในรุ่นสู่รุ่น

Mascot แสนน่ารัก

ก็คงจะไม่ต้องที่จะพูดอะไรกันมากกับเรื่องวัฒนธรรมของตัว Mascot แสนน่ารัก เพราะที่เรานั้นว่ามันแปลกไม่ใช่เรื่องอะไรแต่มันเป็นการที่คนในประเทศญี่ปุ่นนำเอา Mascot แสนน่ารัก นำเอามาเป็นตัวแทนเกือยจะทุกอย่างไม่ว่ามันจะเป็นข้อความที่จะส่งถึงผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาไม่ว่าจะซีเรียสสักแค่ไหนก็ยังสามารถที่จะเอาตัว Mascot แสนน่ารัก มาแทนได้ยกตัวอย่างเช่นรณรงค์การงดสูบบุหรี่ หรือ การรณรงค์การอพยพหนีไฟในรถใต้ดินเป็นต้น

3คำสาปที่ใครได้ครอบครองก็จะต้องมีอันเป็นไป

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

สำหรับเรื่องราวเหล่านี้ที่ใครต่อใครก็อาจจะต้องจบชีวิตลงด้วยสิ่งของที่ได้เอามาไว้ในครอบครองแต่เขานั้นก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งของเหล่านั้นมันมีคำสาปเอาไว้จะคนที่ได้เสียชีวิตไปแล้วและมันจะมีคำสาปของใครกันบ้างไปดูกัน

ตำนานคำสาปอาถรรพ์รอบโลก

คำสาปฟาโรห์แห่งอียิปต์ในปี1922 ได้มีนักโบราณคดีชาวอังกฤษโฮเวิร์ด สตาร์คก็ได้เข้าไปพบสุสานโบราณที่หุบผากษัตริย์อายุประมาณ1,400ปี ก่อนคริสต์ศักราช สุสานแห่งนี้ได้เป็นสุสานของฟาโรห์ที่ได้มีพระนามว่า ตุตันคามุน ได้เป็นกษัตริย์ราชวงค์ที่18 ได้ครองบัลลังก์แห่งอียิปต์หลังจากที่การถูกค้นพบจากนั้นก็ได้เกิดเหตุการที่ลึกลับเกิดขึ้นเมื่อทีมงานที่ได้ค้นพบสุสานได้เสียชีวิตและได้สูญหายรวมประมาณ22คนได้สาเหตุที่ดูแปลกๆ เช่น ป่วยไข้ตาย โดนฆาตกรรม หรือ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

จนได้มีการล้ำลือกันมาว่าได้โดนคำสาปแช่งของฟาโรห์เพราะได้เชื่อมโยงกับหลักฐานที่ได้พบเป็นข้อความที่ได้บันจุอยู่ในสุสานว่ามรณะจะโบยบินมาสังหารสู่ผู่ที่เข้ามารังควานสสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์ ซึ่งชาวอียิปต์โบราณต่างก็ได้เชื่อในคำสาปนี้มากเพราะพวกเขาได้มีศรัทธาในเรื่องของชีวิตในหลังของความตาย

คำสาปเพชร โฮป 

โครตเพชรอาถรรพ์ได้ว่ากันว่าพ่อค้าเพชนชาวฝรั่งเศษได้ขโมยมาจากหน้าผากของเทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย โดยชาวอินเดียได้เชื่อว่ามันผู้ใดที่ได้ขโมยหรือได้ครอบครองเพชรโฮปก็จะต้องประสบในความวิบัติทุกๆรายไปและในปี1668 พ่อค้าก็ไดนำเอามาทวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในความโชคร้ายก็ได้เข้ามาครอบงำพระราชวงได้รับภัยที่ร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสอยู่ตลอดและในเวลาต่อมาเพชรก็ได้ถูกเปลี่ยนมือไปอย่างหลายมือ

แต่ในทุกคนที่ได้ครอบครองก็ลวนแล้วแต่จะต้องกับกับความหายะนี้และจนในที่สุดเมื่อในปี1958 นายแฮรี่ วินตันเจ้าของเพชรคนสุดท้ายจึงได้ตัดสินใจที่จะเอาเพชรไปบริจากให้กับสถาบันสมิธโซเนียนที่วอชิงตัน ดีซีซึ่งทางเพชรโฮปก็ได้อยู่อย่างสงบที่นั่นจนมาถึงปัจจุบันนี้

คำสาปเตคัมเซ่ ผู้นำเผ่าอินเดียแดง

เตคัมเซ่ได้เป็นผู้นำเผ่าของอินเดียแดงเหตุได้เกิดมาจากอเมริกาสมัยประธานาธิบดีแฮริสันจากนั้นเขาก็ได้ยินครองในพื้นที่ของชนเผ่าของเตคัมเซ่ ที่ได้มีการสาปแช่งเอาไว้ว่าผู้ที่ได้เข้ามารุกรานและได้เข้ามายึดครองดินแดนของพวกเขาจะต้องตายกันทุกคนคำสาปเตคัมเซ่เป็นคำสาปหมายเลขศูนย์จะสําริดผลก็ต่อเมื่อเกิดการเลือกตั้งตามหลักประชาธิประไตในปีที่ลงท้ายด้วยหมายเลขศูนย์และได้มีระยะเวลาห่างกัน20ปี

คนแรกที่ได้ตกเป็นเหยื่อคำสาป วิลเลียม เฮนรี แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งในปี1880 เขาได้เสียชีวิตในที่ทำงานลินคอล์นได้รับเลือกตั้งในปี1860 และในชื่อทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกล้อมสังหารทั้งหมดเหตุการณ์ตัวอย่างเหล่านี้อเมริกาบางส่วนเชื่อวว่าได้เป็นคำสาปของเตคัมเซ่เมื่อเงื่อนไขตรงกันผู้นำก็จะต้องตาย

แมลงสาปทำไมหัวขาดแล้วถึงไม่ตาย

Posted on 22 มีนาคม 202022 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

เคยได้ยินหรือเปล่าว่าแมลงสาปที่มันหัวขาดออกจากตัวมันไปแล้วแต่มันยังไม่ตายนั้นมันเป็นเพราะอะไรกันซึ่งหลายคนก็อาจจะสงสัยอยู่แน่นอนและนั่นมันก็เป็นเพราะว่าด้วยลักษณะโครงสร้างของแมลงสาปนั้นจึงทำให้มันนั้นทรทานต่อแรงกระแทกและอื่นๆอีกมากมายซึ่งในบางครั้งเราก็ได้เอาของที่มีน้ำหนักเอามาทับมันเอาไว้แต่มันก็ไม่ตายอยู่ดีและที่อึดไปกว่านั้นก็คือหัวมันขาดไปแล้วแต่มันก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้เป็นอาทิตย์เลยทีเดียว

ซึ่งจะนับได้ว่ามันได้เป็นเรื่องที่หน้าสุดแปลกมากเลยจริงๆและแมลงสาปที่ได้โดนตัดหัวไปแล้วยังไม่ตายล่ะแต่ในขณะที่มนุษย์นั้นโดนตัดหัวแล้วยังตาย ซึ่งทางด้านนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาอธิบายและได้เปรียบเทียบระหว่างคนกับแมลงสาปโดนตัดหัวกันนะว่าคนเรานั้นเมื่อได้โดนตัดหัวแล้วจะเสียชีวิตทุกรายเป็นเพราะแรงดันเลือดนั้นมันต่ำลงและไม่ทำให้สามารถที่จะส่งงออกซิเจนและสารอาหารเดินทางเพื่อไปเลี้ยงในส่วนเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆของร่างกายได้และอีกประการหนึ่งก็คือคนเรานั้น

ได้หายใจทางปากและจมูกและยังมีสมองที่คอยควบคลุมในการทำงานในหน้าที่สำคัญและเมื่อไม่มีศรีษะแล้วระบบหายใจนั้นมันก็จะหยุดทำงานและไม่มีช่องทางสำหรับอาหารที่จะเข้าสู่ร่างกายแต่ในกลับกันระบบร่างกายของแมลงสาปนั้นมันก็ไม่ได้จะเป็นอย่างนั้นเลยเพราะว่าแมลงสาปนั้นไม่มีแรงดันโลหิเหมือนกันกับคนและมันก็ไม่มีเครือข่ายเส้นเลือดหรือเส้นเลือดฝอยเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนเพราะแมลงสาปใช้ระบบเส้นเลือดไหลเวียนแบบเปิด

ซึ่งได้มีแรงดันโลที่น้อยมากหลังจากที่แมลงสาปได้ถูกตัดหัวมันออกไปแล้วนั้นแผลที่คอของมันก็จะสหมานอย่างรวดเร็วจึงทำให้เลือดไหลออกมาทลักจนตายแต่พวกมันก็ยังสามารถที่จะหายใจผ่านทางท่อหายใจที่มีขนาดเล็กที่อยู่ในส่วนต่างๆของร่างกายได้และไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สมองเพื่อหายใจและเลือดก็ไม่ได้เป็นตัวลำเรียงออกซิเจนไปทั่วร่างกายแต่เนื้อเยือต่อตรงกับท่อหายใจโดยตรงนั่นเองมันจึงสามารถที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ยังไงล่ะเป็นไงกันบางล่ะ

หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องของแมลงสาปกันไปแล้วทุกๆคนมีความเห็นกันบ้างอย่างไรกับเรื่องราวของแมลงสาปนี้สำหรับครั้งนี้มันก็จะทำให้ใครหลายๆคนที่ยังสงสัยอยู่ก็ได้หายสงสัยกันไปแล้วเนอะและใครที่ได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้วก็อย่าไปรังแก่สัตว์กันนะ

เสืออาถรรพ์ในป่าดงดิบ

Posted on 17 มีนาคม 202017 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ณ เขตชายแดนติดต่อกับประเทศเขรมของภาคอีสานแห่งหนึ่ง

เส้นทางนั้นแสนจะลำบากในทุกๆฤดูเป็นเวนกรรมของผู้ที่ใช้เส้นทางนี้หมู่บ้านมะแว้งได้ตั้งอยู่ในดงไม้ที่หนาแน่นไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นคนที่ริเริ่มในการที่มาลงหลักปักฐานถึงแม้จะเป็นกลางดงลึกแต่ก็มีคนอาศัยอยู่50หลังคาเรือนอาจจะเป็นเพราะดินค่อนข้างที่จะต่ำน้ำค่อนข้างที่จะชุ่มจากต้นน้ำหลายๆสายของทิวเขาตลอดทั้งชายแดนก่อนจะเข้าพรรษาเดือนพฤษภาคม

ก่อนฝนจะมาชาวบ้านบ้านมะแว้งได้มีโอกาสต้อนรับพระภิกษุสงฆ์อายุราวๆ60ปีเศษท่านได้ธุดงค์ผ่านมาท่านก็ได้พูดกับชาวบ้านว่าเข้าพรรษาปีนี้อาตมาประสงค์จะจำวัดอยู่ที่หมู่บ้านมะแว้งแห่งนี้ชาวบ้านต่างก็ดีใจยิ่งนักจึงได้พร้อมใจกันช่วยกับบ้านกุฏิขึ้นมาหนึ่งหลังให้เป็นที่พักชั่วคราวของพระธุดงค์เลือกสถานที่ต้นแม่น้ำเพราะเห็นมีความวิเวกดีชาวบ้านมะแว้งมีอุปนิสัยชอบในการทำบุญถึงเมื่อจะเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแต่ทุกคนก็มีศรีธรรมรักไข้กันดี

จึงทำให้หลวงพ่อพระธุดงค์ชื่นชมอย่างพอใจในพรรษาชาวบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุขกันมาจนในกระทั่งได้ผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษาข้าวในนาตั้งสวยอากาศเย็นก็เริ่มมาท้องฟ้าที่เคยมืดมิดพอเมฆฝนได้หายไปมีปุยฝ้ายเข้ามาแทนที่แต่นำในห้วยก็เริ่มที่จะขาดแคลนและข่าวร้ายก็ได้กระจายไปทั่วหมาบ้านหมูแม่พันธุ์ที่มีอยู่ตัวเดียวของนายมิ้งที่ได้เลี้ยงเอาไว้ได้หายไปในตอนกลางคืนนายพรางคงชี้ชัดบอกว่าเสือมาคาบเอาไปกิน

เพราะบริเวณรอบบ้านมีรอยเท้าเสือเต็มไปหมดตั้งแต่นั้นมาวันควายก็ได้เริ่มหายไปเรื่อยๆแม้แต่สัตว์เล็กเป็ดไก่ก็ได้หายไปด้วยเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านมะแว้งยิ่งนักใครที่มีวัวมีควายต่างก็จะนำเอามาผูกรวมกันเอาไว้ที่กลางหมู่บ้านและได้ก่อกองไฟเปลี่ยนยามกันอย่างหนาแน่นพอค่ำหน่อยต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันเงียบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเด็กที่ร้องไห้เพราะกลัวเสือจะคาบเอามันไปกินใครมีธุระออกมาตอนกลางคืนจะไม่มีบ้านไหนเปิดประตูต้อนรับเป็นอันขาด

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชาวบ้านมะแว้งต้องสยองขวัญเพราะเสือได้คาบหมู่ของนายอินกับนางจันทร์อีกหนึ่งอาทิตย์จะออกพรรษาหน้าหัวบ้านก็เรียกลูกบ้านออกมาประชุมกันถึงเรื่องงานบุญในปีนี้ว่าจะเอาอย่างไรกันดีพอได้มีเสือเข้ามาในหมู่บ้านได้มีผู้หารกล้าห้าถึงหกคนอาสาที่จะไปจัดการกับเสือร้ายโดยนายพรานคงเป็นหัวหน้าพรานคงให้นายวินเอาหมูออกไปล่อที่กลางทุ่งและพวกของพรานคงก็ทำคัดห้างที่ต้นไม้ใหญ่คอยจับตาดูว่าเสือจะออกมาคาบหมูที่ผูกเอาไว้ตอนไหนเสือมันก็รู้ตัวไม่ยอมออกมาให้เห็นง่ายๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  nowbet

ประวัติเจ้าแม่กวนอิม

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

  เดิมเจ้าแม่กวนอิมนามว่า เมี่ยวเซียง 

ซึ่งท่านนั้นเป็นพระธิดาของเจ้าเมืองผู้ครอบครองอาณาจักร ซิงหลินอัน  ซึ่งเจ้าแม่กวนอิมเป็นพระธิดาองค์ที่ 3 พระบิดาของเจ้าแม่กวนอิมเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำศึกสงครามโดยมีพระราชบุตรเขยคือสามีของพี่สาวของพระองค์ร่วมกันช่วยออกรบ จนเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป โดยพระบิดาของพระองค์ได้มีการทำศึกสงครามขยายอาณาเขตไปทั่ว และพระองค์ไม่นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แต่เจ้าแม่กวนอิมกลับไม่เป็นเช่นพระบิดา พระองค์มีพระสิริโฉมที่งดงาม

และยังเป็นคนที่มีจิตใจดี มีเมตราโอบอ้อมอารี คอยช่วยเหลือคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย คนยากจนอยู่เสมอ แม้แต่พวกเชลย ที่ถูกพระราชบิดาของพระองค์จับมาขังเอาไว้ พระองค์ก็ยังทรงเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยเหลือคนอื่นในแต่ละครั้งนั้น พระองค์จะต้องแอบช่วยเหลือเพื่อไม่ให้พระบิดารู้เพราะจะถูกทำโทษอย่างหนัก 

ซึ่งเรื่องที่พระองค์มักจะปลอมตัวออกไปเพื่อช่วยเหลือคนนั้น พระมารดาของพระองค์ก็ทรงทราบเรื่องและได้คอยเตือนให้พระองค์ระวังตัวอยู่เสมอ และเมื่อถึงวัยที่ควรมีคู่ครองพระบิดาของเจ้าแม่กวนอิมก็ทรงสั่งให้พระองค์เลือกคนที่จะมาแต่งงานด้วย แต่พระองค์กลับปฏิเสธและบอกว่าจะไม่ขอมีคู่ครองพระองค์จะออกบวชเป็นพระภิกษุนี และจะบำเพ็ญเพียรจนให้บรรลุถึงพระโพธิญาณ เพื่อนำคำสอนของพระธรรมมาเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปรวมถึงเป็นการสร้างบุญเพื่อให้พ่อกับแม่ได้ขึ้นไปสู่สรรค์

ซึ่งพระบิดาของพระองค์ได้หว่านล้อมพระองค์ทุกทางแต่ไม่สำเร็จด้วยความโกรธพระบิดาจึงยอมให้พระองค์ไปบวชที่วัดแห่งหนึ่งแล้วให้ทำงานเองทุกอย่างทั้งตักน้ำ กวาดลานวัด หุงข้าวกินเองแต่ด้วยบุญบารมีทำให้เหล่าเทพยดา ต่างก็ลงมาคอยช่วยเหลือองค์เจ้าแม่กวนอิม เมื่อพระบิดารู้ข่าวก็ให้คนไปเผาวัดเพราะกลัวประชาชนจะเกิดความเลื่อมใสศัทธาต่อพระพุทธศาสนา แต่เจ้าแม่กวนอิมก็ตั้งจิตอธิฐานขอเป็นคนรับกรรมคนเดียว อย่าให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วย

และขอให้พระองค์ได้มีโอกาสช่วยเหลือให้คนอื่นอื่นพ้นทุกข์ หลังจากอธิฐานเสร็จฝนก็ตกลงมาทำให้ไฟที่ไหม้วัดดับลง หลังจากนั้นพระบิดาทรงทราบเรื่องจึงได้ให้ทหารจับเจ้าแม่กวนอิมเข้าวังและให้ประหารชีวิตแต่ไม่มีอาวุธอะไรทำร้ายร่างกายพระองค์ได้ จนต้องนำผ้ามาผูกคอพระองค์ทำให้พระองค์เสียชีวิตลงหลังจากร่างล้มลง หลังจากนั้นก็มีควันสีขาวพุ่งตรงมาที่ร่างของเจ้าแม่กวนอิมแล้วกลายร่างเป็นเสือมาคาบร่างของเจ้าแม่กวนอิมไปและพระองค์ก็ฟื้นขึ้นมาในป่า

ก็เจอกับหนุ่มหล่อมาทดสอบพรหมจรรย์ของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทำให้เห็นว่าพระองค์มั่นคงต่อการบำเพ็ญเพียรไม่สนใจชายคนดังกล่าว ชายคนนั้นจึงแสดงตนว่าเป็นพระโพธิสัตว์และพาเจ้าแม่กวนอิมไปฝึกบำเพ็ญตนจนครบ 9 ปีพระองค์จึงได้บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ที่คอยมาช่วยเหลือผู้คนนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนมาจาก  dewabet

ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร

Posted on 9 มีนาคม 20209 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร

        อย่างที่เราทราบกันดีว่าหลวงพ่อโสธร เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในจังหวัดฉะเชิงเทราหรือจะเป็นจังหวัดอื่นอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อโสธรกันมากและมีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากมายแทบจะเล่ากันไม่หวาดไม่ไหว  ซึ่งหลวงพ่อโสธรเป็นเสมือนศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวบ้านเลยก็ว่าได้ หากใครที่เดือนเนื้อร้อนใจ ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจก็มักจะเดินทางมากราบไหว้ขอพร หรือบนบานศาลกล่าวกับองค์หลวงพ่อโสธรกันทุกครั้งไป ซึ่งเราจะมาเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรที่ทุกวันนี้ยังมีการกล่าวขานถึงกันอยู่ไม่รู้ลืม

              มีเรื่องเล่ากันว่าแต่เดิมแล้วเมืองฉะเชิงเทรานั้นมีคนอาศัยอยู่น้อยมาก การค้าขายก็ไม่ค่อยเจริญรุ่งเรืองมากสักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีความสะดวกสบายคนจึงไม่ค่อยมาอยู่อาศัยกัน แต่เมื่อหลวงพ่อได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดเสาธงทอนแล้ว ชาวบ้านก็พากันมาขอพร ขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยเรื่องการค้าขาย ให้ขายของได้คล่องและใครที่พายเรือผ่านมาถึงหน้าวัดที่หลวงพ่ออยู่ก็มักจะตัดเอาน้ำไปดื่มกิน และอาบ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตของตัวเอง หรือบางคนก็นำไปพรมเป็นน้ำมนต์ใส่สินค้าที่อยู่บนเรือเพื่อให้ชายสินค้าได้ง่าย

ซึ่งชาวบ้านได้บอกกันปากต่อปากว่าสิ่งที่ชาวบ้านทำนั้นสัมฤทธิ์ผล เพราะการค้าขายดีขึ้นกว่าเดิมมาก และหากใครก็ตามที่มาขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยกันจะสมหวังกันทุกรายไป จนเป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน  และเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เมืองนี้เกิดโรคระบาดขึ้น ประชาชนพากันเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นจำนวนมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยติดโรคระบาดนี้กันทั้งครอบครัว หัวหน้าครอบครัวก็คือพ่อได้พาภรรยาและลูกเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อโสธร และนำดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้ พร้อมทั้งตั้งจิตอธิฐานบนกับหลวงพ่อขอให้มีปาฎิหาริย์ให้ทุกคนในครอบครัวหายจากอาการเจ็บข้าได้ป่วยในครั้งนี้

ซึ่งหลังจากไหว้เสร็จ เขาได้นำ ขี้ธูป ดอกไม้ที่นำมาไหว้แล้วเหี่ยวแล้ว และน้ำมันจากหลวงพ่อโสธร โดยเอาทั้งสามอย่างนี้มาต้มน้ำแล้วกินและอาบ ซึ่งผลทีส่งมาคือ ทั้งครอบครัวหายจากโรคระบาดที่เป็นอยู่ ซึ่งหลังจากหายก็มีการมาแก้บน และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านคนไหนที่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจก็จะมาตั้งจิตอธิฐานขอพรกับหลวงพ่อโสธรและเมื่อสำฤทธิ์ผลแล้วก็จะกลับมาแก้บนกันทุกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  rb88