สัตว์ลึกลลับที่ถูกจับภาพได้ด้วยกูเกิลเอิร์ธ

Posted on 26 เมษายน 202026 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

ในใต้ท้องทะเลเหล่านี้มันอาจจะมีสัตว์ที่แปลกประหลาดที่เรานั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นกันและในวันนี้เราก็ได้มีสัตว์ที่แปลกประหลาดมาให้ทุกคนได้ชมกันมันจะมีสัตว์ที่แปลกอะไรบ้างมาดูกัน

Loch Ness Monster

นอกจากในทุกๆวันนี้เราอาจจะสามารถมองโลกใบนี้ได้ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งคุณสามารถนำเอานิ้วของคุณกดเข้าไปที่กูเกิลเอิร์ธและได้แต่ละทีมนุษย์คนเราก็อาจจะได้พบเจอกับสิ่งเหตุการณ์ที่เขานั้นพบเจอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ก็ยังได้มีชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นนักท่องอินเตอร์เน็ตจากนั้นเขาก็ได้เข้าไปพบเห็นรูปภาพประหลาด ในระหว่างที่เขานั้นกำลังใช้ กูเกิลเอิร์ธซุมไปดูที่ประเทศสก๊อตแลนด์

และในเวลาต่อมาก็ได้มีเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาทำการสำรวจรูปภาพดังกล่าวจากนั้นพวกเขาก็ได้บอกอีกว่ามันได้เป็นรูปทรงกระบอกที่มันได้มีขนาดความยาวประมาณ65ฟุตทั้งนี้พวกเขาก็ยังได้บอกถึงความที่มันได้ดูคล้ายคลึงกันอย่างมากและสัตว์ทะเลที่มันได้มีความลึกลับที่ชื่อว่าLoch Ness Monsterจากนั้น

มาก็ได้มีเสียงต่างๆได้เกิดขึ้นมาอีกทั้งยังได้บอกอีกว่ารูปภาพดังกล่าวนี้มันได้เป็นสัตว์เนสซีสำหรับสัตว์เนสซีนั้นมันเคยเป็นสัตว์ประหลาดที่มันได้เคยอาศัยอยู่ในช่วงของยุคไดโนเสาร์และทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังได้สันนิษฐานอีกด้วยว่ามันได้สูญพันธุ์ไปไม่เหลือแล้ว

ซึ่งในจังหวะเดียวกันนั้นมันได้มีกลุ่มบุคคลที่ได้มีความน่าสนใจที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าสัตว์ทะเลลึกลับได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอีกด้วยว่าLoch Ness Monster และ เนสซี นั้นมันได้เป็นสัตว์ประเภคเดียวกันจากนั้นมารูปภาพดังกล่าวที่ได้เห็นกันอยู่นี้มันก็ยังเป็นเครื่องพิสูจน์และยังได้รอการค้นหาอยู่ดี

อลิเกเตอร์ยักษ์

หากใครที่เคยได้ดูหนังที่มีความมันระห่ำที่สุดอย่างrampageที่พวกขาได้มีการเล่าเรื่องราวของการทำการทดลองเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมาป่ายักษ์และเจ้าจระเข้ที่มันได้มีตัวที่ใหญ่มหาสาร นอกจากนี้เราเชื่อว่าหลายคนก็อาจจคิดว่าเจ้าจระเข้ที่มีตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มันจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาในหนังเท่านั้น ซึ่งทางด้านของโลกออนไลน์ก็ได้มีการเปิดภาพจากกูเกิลเอิร์ธที่มันได้มีรูปร่างที่ดูมีลักษณะที่เหมือนกับเจ้าจระเข้ยักษ์

ที่มันกำลังได้ว่ายอยู่ใต้ท้องน้ำที่น่านน้ำประเทศดูไบ เนื่องจากรูปภาพถ่ายเหล่านี้ต่างก็ไดมีคนจำนวนมากที่ได้แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างมากมายอีกทั้งบางคนยังได้ไปหลงเหลืออีกว่ามันน่าจะเป็นจระเข้ที่มันได้ถูกออกแบบมาจากหนังแต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังมีผู้คนได้หลงเชื่ออีกว่ามันได้เป็นเพียงแค่รูปภาพทำการตัดต่อเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  sagame

ล่ากรุสมบัติทหารญี่ปุ่น

Posted on 21 เมษายน 202021 เมษายน 2020Categories ตำนานTags ,

ก่อนหน้านี้ในอําเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เขาได้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ได้เข้าไปขุดหาทรัพย์สมบัติจากนั้นเขาก็ได้มองว่าเรื่องแบบนี้นั้นมันไม่ถูกต้อง แต่สำหรับฝั่งของคนที่ทำการขุดนั้น ก็คือตาอึ่ง ที่เขานั้นได้เคยฝันก็เพราะว่า ตาอึ่งนั้นเขาได้เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่และก็ได้เชื่อว่าได้ฝันเห็นทหารญี่ปุ่นได้ขนทรัพย์สมบัตินำเอามาซ่อนเอาไว้เป็นจำนวนมาก

แต่สุดท้ายแล้วพวกเพื่อนๆที่ได้นำเอารถไปขุดดินนั้น จากนั้นก็ได้มีการแจ้งในข้อกล่าวหาแต่แล้วเจ้าตัวตาอึ่งนั้นเขาก็ได้หายตัวไป จากนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะมีนายอึ่งได้เป็นคนพาเริ่มเพราะเนื่องจากว่านายอึ่งนั้นได้นิมิตเห็นจากนั้นนายอึ่งก็ได้เข้าไปซักช่วยชาวบ้านมาที่มี ชื่อว่านายแขก และก็ได้มีคุณลุงบุญส่ง

จากนั้นก็ได้ทำการหาตัวกลับมาทั้งหมดปรากฏว่าไปพบเจอ จะพบเจอแต่คุณลุงบุญส่ง จากนั้นด้านของคุณลุงบุญนั้นที่ก่อนหน้านี้เขาได้บอกว่าไม่เชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันจะมีทรัพย์สมบัติ แต่ไม่นานมาด้านคุณลุงบุญส่งเองก็เริ่มที่จะเชื่อแล้วมันน่าจะมีทรัพย์สมบัติอยู่จริงๆ จากนั้นรวมกับเจ้าของที่ดินที่เขาได้ยินยอมได้ให้ทำการขุดเพราะเขาได้คิดว่ามันไม่น่าจะเสียหายอะไรเท่าไร จากนั้นเดิมที่แล้วนายอึ่งเขาได้ทำการใช้มือเปล่าขุดจากนั้นในภายหลังที่เขาได้ทำการขุดมาเป็น10ๆปี

จากนั้นก็เกิดฝนตก พอฝนตกเท่านั้นแหละมันก็ได้ทำให้หน้าดินเปียกจากนั้นจึงทำให้น่าดินนั้นได้ปิดน่าถ้ำจนหมดก่อนน่านี้หลุมแต่ละหลุมที่ได้มีการใช้มือขุดแต่ละหลุมนั้นมันก็มีความลึกไม่มากเท่าไรประมาณ4เมตรก็ถือว่าเก่งเลยทีเดียวที่ได้ใช้มือเปล่าจากนั้นหลุดที่ได้เกิดเหตุก็คือหลุมที่สามเขาได้นำเอารถแบคโฮ

จากนั้นมาจึงได้ทำให้นายอำเภอจะต้องทำการสั่งให้เลิกขุดและวันนี้เราได้มีโอกาสได้เข้าไปเจอกับคุณลุงบุญส่งคนที่บอกว่ามันไม่จริงหรอกแต่เพราะเขาจ้างลุงมาลุงก็ต้องทำแต่จู่ๆด้านคุณลุงบุญส่งนั้นเขาก้ได้กลับลำด้านของหลุมนั้นมันยังอยู่ตรงที่เดิมด้านลุงบุญส่งยังบอกว่าตัวลุงเองนั้นก็ไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นหรือผีที่เป็นทหารญี่ปุ่น

ในสมัยของสงครามโลกนั้นมันจะอยู่ที่นี่แต่วันนี้คุณลุงบุญส่งเขาก็ได้ยอมเปิดใจและบอกกับเราว่าลุงนั้นได้เจอเองเลยกับตัวก็เลยเข้าไปถามว่าลุงไปเจออะไรมาครั้งก่อนลุงบอกว่าไม่เชื่อแต่พอมาวันนี้ลุงนั้นกลับได้เชื่อเพราะลุงนั้นเคยได้ใช้ปืนยิงเห็นญี่ปุ่นก็ได้เข้าไปถามอีกว่าลุงยิงจริงๆใช่ไปลุงแก่ก็ตอบกลับมาว่าจริง

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  rb88

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในความลึกด้านท้องทะเล

Posted on 19 เมษายน 202019 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ฉลามวาฬ

สำหรับปลาฉลามวาฬนั้นตัวของเจ้าฉลามวาฬจะมีสีเทาใต้ท้องจะเป็นสีขาวนอกจากนี้มันยังมีสันอยู่ประมาณสามสันที่กระจายอยู่ที่ตามลำตัววาฬ นอกจากนี้ผิวหนังของมันก็จะมีสีที่ดูคล้ายเหมือนกับตารางล้อมเป็นลายสีขาวดำ ลักษณะของลายเจ้าฉลามวาฬนี้มันจะมีแค่จำเฉพาะตัว หากได้เปรียบเทียบแล้วก็จะเหมือนกับลายมือของมนุษย์ที่มันอาจจะเขียนไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ซึ่งการระบบลักษณะลำตัวของวาฬที่แท้จริงแล้วก็จะดูมันตั้งแต่เหงือกคู่แล้วยาวถึงครีบตรงอก และปากของฉลามวาฬนั้นมันได้มีความกว้างถึงประมาณ1.5เมตรในช่องปากของมันจะมีฟันมากถึง4แถวจึงทำให้มันนั้นได้มีฟันที่มากกว่า3,000ซี่ และมันจะมีผิวหนังที่มีความหนาถึง10เมตร

นอกจากเดิมที่แล้วเจ้าฉลามวาฬนั้น มันได้เป็นปลาที่อยู่อย่างสงบ ฉลามวาฬนั้นมันมีนิสัยที่จะชอบว่ายน้ำที่ช้าเฉลี่ยความเร็วแล้วมันจะอยู่ที่ประมาณ5กิโลกรัมเมตรต่อชั่วโมง เพียงเท่านั้นยังไม่พอนักท่องเที่ยวที่มาชมฉลามวาฬนั้นก็สามารถที่จะวาฬคู่ไปกับเจ้าฉลามวาฬตัวนี้ได้อีกด้วย สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนี้มันก็อาจจะเป็นการเข้าไปรบกวนในความเป็นอยู่ทางด้านธรรมชาติสัตว์น้ำทั้งนี้อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะเกิดเหตุร้ายกับตัวคุณเองก็ได้กับสิ่งที่เรานั้นคาดไม่ถึง อย่างเช่นสิ่งต่างๆหรือเสียงมันก็อาจจะเป็นการทำให้ฉลามวาฬนั้นตกใจและหันกลับมาทำร้ายตัวคุณเองก็ได้

วาฬฟิน

นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ19ถึง22.3เมตร และวาฬฟินนั้นมันก็ยังจะมีน้ำหนักประมาณ35ถึง45ตันก็เลยทีเดียว สำหรับเจ้าวาฬฟินตัวนี้เราสามารถที่จะพบเห็นตัวมันได้ทั่วโลก นอกจากนี้เจ้าวาฬฟินนั้นมันยังได้ถูกเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าวาฬหลังใบมีดโกน สำหรับวาฬฟินนั้นมัมนได้ถูกปกป้องในปีประมาณ1976 เนื่องจากประชากรของวาฬฟินนั้น

ได้มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ40ถึงประมาณ50,000ตัวในแอตแลนติสเหนือ ทั้งนี้ทางด้านของชนเผ่าของกรีนแลนด์นั้นจะสามารถทำการออกล่าหาวาฬได้ไม่เกินจำนวน19ต่อปี  นอกจากนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเองนั้นก็ได้ถือว่าได้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ออกล่าวาฬฟินเป็นจำนวน50ต่อ1ปี เพราะจะนำเอาไปทำการศึกษาและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้วาฬฟินนั้นมันยังได้อาหารกินให้ได้ถึง2ตันต่อวันลักษณะของการกินของวาฬฟินนั้นก็คือการอมน้ำเข้าไปจากนั้นก็ใช่บาลีนกรองน้ำออกมา นอกจากนี้โดยเฉพาะในบาลีนของเจ้าวาฬจะมีประมาณ200ถึง270เส้น ในแต่ละเส้นนั้นมันจะมีความยาวประมาณ 76เซนติเมตร และมันจะมีความกว้างประมาณ30เซนติเมตร ทั้งนี้วาฬฟินยังมีส่วนที่สำคัญคือหางของมันยังสามารถที่จะใช้เป็นอาวุธได้เพื่อเป็นการปกป้องตัวมันเองจากเจ้าฉลามเพชรฆาตได้ทั้งนี้ยังได้ข่าวมาว่าเจ้าวาฬฟินชนิดนี้มันยังได้ใช้หางของมันนั้นตีเข้าไปที่เรือจนแตกมาแล้วอีกด้วย

การค้นพบพีระมิดโบราณที่น่าทึ่ง

Posted on 17 เมษายน 202017 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ถ้าพูดถึงประเทศอียิปต์หลายคนก็อาจจะนึกถึงพีระมิดขนาดใหญ่และคําสาปสุดเฮี้ยนของฟาโรห์ตุตันคาเมนกันอย่างแน่นอนและด้วยความที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณนี้เองทำให้มีอารยธรรมที่น่าทึ่งและสิ่งก่อสร้างอัศจรรย์ต่างๆที่ชวนให้นักประวัติศาสตร์และคนรุ่นหลังสนใจศึกษาค้นคว้าไปดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง

ห้องลับแห่งพีระมิดกีซา

ในปี2017นักโบราณคดีได้ค้นพบอนุสาวรีย์ที่เก่าแก่อายุ4,500ปีชิ้นนี้ภายในห้องใหม่ด้วยการใช้เครื่องตรวจจับวัตถุรังสีในการค้นหาห้องต่างๆและก็พบว่าด้านในพีระมิดแห่งนี้ได้มีห้องที่สำคัญอยู่3ห้องด้านในประกอบไปด้วยห้องของฟาโรห์ห้องพระราชนีและห้องภาพเขียนซึ่งห้องใหม่ที่ได้พบค้นจากการตรวจจับสแกนผ่านทางก้อนหินนี้นักวิจัยไม่ทราบขนาดของพื้นที่ที่แน่นอน

พวกเขาจึงสันนิษฐานว่าอาจจะมีขนาดเท่ากับห้องภาพเขียนที่ได้มีความยาว47เมตรความสูง9เมตรโดยมีความสูงอยู่เหนือระดับพื้นดินอยู่ที่21เมตรถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่เน้นใจว่าห้องนี้ไว้ใช้ทำอะไรกันจึงทำให้นักวิจัยชาวฝรั่งเศษจากโครงการ

การสแกนพีระมิดสร้างหุ่นยนต์ลงไปสำตรวจในทางแคบได้ในระยะไกลแล้วค่อยๆพองออกเหมือนเรือเหาะต้องขอบคุณสถาบันนวัฒกรรมเพื่อการอนุลักษณ์ที่สามารถทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในโดยที่ไม่มีการทำลายโบราณวัตถุอีกทั้งยังทำให้โบราณนวัตถุแห่งนี้ยังคงสภาพเอาไว้อย่างเดิมไม่ได้ทำให้เสียหายอะไรทั้งสิ้น

วิหารอาบู ซิมเบล

สำหรับวิหารอาบู ซิมเบลได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของของอียิปต์ได้ถูกค้นพบในปีแรกในปี1983โดยนักสำรวจชาวสวิตที่ชื่อว่าJean-Louis BUrckhardtซึ่งส่วนของศรีษะงของรูปปั่นในวิหารนั้นมีความสวยงามมากกว่ารูปปั่นอียิปต์โบราณอื่นๆที่พบมาและสำหรับในการเปิดทางเข้าวิหารแห่งนี้คนงานจะต้องใช้เวลานานถึง4ปีในการนำเอาทรายออกจากบริเวณทางเข้าและพบกำรูปปั่น4รูป

โดยมีรูปปั่นของฟาโรห์รามเสสที่2ในท่านั่งที่ได้มีความสูง10เมตรอยู่ด้านนอกของวิหารเชื่อว่าวิหารแห่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าแต่สำหรับด้านนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ สำหรับปัจจุบันในวิหารแห่งนี้ได้ตั้งไกล้อยู่เนินเขากับทะเลสาบนัดเซอร์ถึงแม้ว่าวิหารของฟาโรห์รามเสส

จะมีขนาดที่ใหญ่และรูปปั่นนั้นได้กลับมีเท่าขนาดพระราชนีของพระองค์และแสดงให้เห็นด้วยว่าฟาโรห์ในพระองค์นี้รักและนับถือพระราชนีมากถือได้ว่าได้เป็นเอกลักษณ์ส่วนพระองค์ที่ได้มีที่น่าจดจำอย่างไม่น้อยกันเลยทีเดียว

2อัญมณีลึกลับ

Posted on 12 เมษายน 202012 เมษายน 2020Categories ตำนานTags

เรื่องของอัญมณีเพื่อใช้เป็นเครื่องแสดงถึงตำแหน่งและเกียรติยศและนอกจากเพื่อความสวยงามและความเป็นสิริมงคลต่างๆแล้วก็ยังใช้ประโยชน์ในด้านการรักษาโรคทั้งทางกายภาพและทางด้านจิตใจได้อีกด้วย ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัญมณีใดบ้างที่ยังไม่อาจจะชี้ชัดให้ได้ว่าว่าอัญมณีเหล่านี้มันได้มีต้นกำเนิดมาจากที่ไหนบ้างอัญมณีที่ได้มีเรื่องเล่าตำนานอาถรรพ์หรือเมื่อกระทั่งเชื่อว่าได้มีพลังที่เหนือธรรมชาติ

Mysterious Blue Stone หรือ หินสีฟ้าลึกลับ

Mysterious Blue Stoneได้ถูกค้นพบโดยAngelo Pitoniนักธรณีวิทยาชาวอิตาลีที่ได้ถูกว่าจ้างให้ออกไปสำรวจหาของอัญมณีที่ล้ำค่าในระหว่างที่ได้ทำการสำรวจในบริเวณชายแดนของประเทศเซียร์ราลีโอนทีมงานก็ได้เข้าไปพบกับวัตถุที่เป็นปริศนาที่เป็นก้อนหินสีฟ้าใสเหมือนกับสีน้ำทะเลเมื่อเขาได้นำเอากลับมาที่ยุโรปเพื่อนำเอาหินลึกลับนี้ให้กับสถานบันวิจัยวิทยาศาสตร์ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี และ ประเทศเนเธอร์แลนด์

เพื่อทำการตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นแร่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยมีองค์ประกอบของออซิเจนสูงกว่า77%และส่วนประกอบอื่นๆและอาทิคาร์บอนซิลิกอนแคลเซียมอีกอย่างละเล็กน้อยนักวิจัยได้ทำการตรวจสอบสารประกอบอินทรีภายในก้อนหินลึกลับนี้ ซึ่งคาดว่ามันมีอายุถึง1,5000ถึง5,5000ปี ทำให้แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังตั้งคำถามว่าแล้วมันจะมาจากไหนและมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

โดยมีนักทิศดีได้ตั้งสมมุติฐานที่เกี่ยวกับMysterious Blue Stoneเอาไว้มันอาจจะเป็นร่องรอยของอารยธรรมที่หายสาปสูญหายไปในดินแดน เซียร์ราลีโอน ก็เป็นได้หรือมันอาจจะเป็นแร่ที่ได้มาจากนอกโลกโดยมีผู้มาเยือนจากต่างดาวที่มาอารยธรรมและเทคโนโลยีสูงได้ถูกทิ้งเอาไว้บนโลกทั้งนี้ถึงแม้ว่าก้อนหินดังกล่าวจะเป็นแร่ธาตุใหม่แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเป็นแร่ธาตุที่ถูกค้นพบในประเทศโมร็อกโกเช่นเดียวกัน

แก้วขนเหล็ก/เหล็กไหล

แก้วขนเหล็กหรืออัญมณีโป่งข่ามมีความเชื่อที่เกี่ยวกับโชครางที่ฝังลากลึกมาพร้อมๆกับมันไม่ว่าจะเป็นไหมทองไหมนาศหรือไหมดำก็ตามความเชื่อต่างๆเหล่านั้นล้วนมากับอภินิหารที่คนไทยโบราณโดยเฉพาะชาวล้านนาไทยต่างเชื่อถือมากอย่างยาวนานโดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องของความอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้าเช่นหลายคนต่างเชื่อกันว่าเส้นขนสีดำที่อยู่ภายในแก้วไหมสีดำนั้นแท้จริงแล้ว

ก็คือเหล็กไหลนั่นเองด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อนจึงมีผู้นิยมฝังแแก้วขนเหล็กเอาไว้ตามจุดต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะหรือไหล่เพราะเชื่อว่าจะทำให้คนผู้นั้นฟันแทงไม่เข้าไม่ไม่มีอาวุธใดที่จะสามารถทำลายได้หรือในอีกลักษณะหนึ่งก็จะมีการนำหินไหมดำนี้มาทำเป็นเรื่องรางของขลังเช่นจี้รูปวงกลม วงรี หรือ ทำเป็นหัวแหวนใส่สำหรับเอาไว้ติดกายอยู่ตลาดเวลาเพื่อป้องกันคุณไสยหรือสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่มองเห็นและมองไม่เห็นอีกทั้งยังมีการนำเอาหินไหมดำมาตั้งประดับในบ้าน

ตำนานผีโพง

Posted on 9 เมษายน 20207 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags , ,

 เชื่อว่าหลายคนยังคงเคยได้ยินผุ้คนพูดถึงผีโพง ซึ่งในสมัยโบราณมีการเชื่อกันว่าในช่วงกลางคืนจะมีผีโพงออกอารวาดซึ่งผีโพงมัก จะชอบกินกบกินเขียดเป็นอาหารโดยชาวบ้านเชื่อกันว่า  ผีโพงจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งผีโพงมันจะสิงมาอยู่ในร่างกายของคน โดยคนที่โดนสิงนั้นจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นในตอนกลางวันคนที่ถูกผีโพงเข้าสิงก็มักจะเหมือนกับคนอื่นๆทั่วไป

ตอนกลางคืนมันจะพากันออกหากินในการออกหากบหาเขียดกินเป็นอาหาร ลักษณะของผีโพงจะมีลูกไฟขึ้นอยู่ตรงบริเวณจมูก  โดยจะมีด้วยกันประมาณ 3 สี นั่นก็คือสีแดง สีม่วง และสีเขียว ผีโพงจะออกหาอาหารในตอนกลางคืน โดยจะดูดเอาเหมือกของกบ ของเขียด และของปลามากิน

เมื่อดูดเมือกเสร็จแล้วก็จะปล่อยสัตว์เหล่านั้นทิ้ง ในตอนกลางวัน ชาวบ้านทั่วไปจะไม่รู้เลยว่าใครที่เป็นผีโพง แต่ถ้าหากเป็นตอนกลางคืนจะมีวิธีสังเกตุได้ว่าใครเป็นผีโพงก็คือ ก่อนที่ผีโพงจะออกหากิน พวกผีโพงจะเอาจมูกไปถูกกับบันไดให้เกิดสีก่อนที่จะออกหากิน โดยพวกผีโพงจะใช้แสงตรงจมูกในการส่องหากบ หาเขียดกิน สำหรับช่วงที่คนที่เจอผีโพงบ่อยบ่อยนั้น จะเป็นช่วงที่ฝนตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝน  โดยปกติแล้วผีโพงจะไม่ทำร้ายคน พวกมันจะค่อนข้างกลัวคนซะมากกว่าเพราะกลัวคนจะเห็นหน้า

ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าหากใครได้เห็นหน้าผีโพงแล้วเราก็พวกมันจะขอร้องอ้อนวอนไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวไปบอกกับใครโดยมันจะเอาใบไม้มาใส่เป็นทองแล้วมอบเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับความรักของพวกมัน แต่ถ้าหากใครไม่ยอมรับปากว่าจะเก็บเรื่องราวของพวกมันเป็นความรักพวกมันก็จะทำร้าย หรือทำให้กลายเป็นผีโพงเหมือนกัน

และสำหรับทองคำที่ผีโพงเสกให้ในช่วงเวลากลางคืนนั้น เมื่อถึงเวลาในตอนเช้าทองคำเหล่านั้นก็จะกลับกลายร่างเป็นดังเดิม เช่นเป็นใบไม้หรือก้อนหิน และคนที่เห็นผีโพงก็ยังต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ซึ่งหากใครที่เปิดเผยความลับของมัน พวกมันจะรับรู้ด้วยญาณวิเศษของมันและมันจะอาฆาตคนทีบอกความลับของพวกมันและตามมาทำร้ายในภายหลัง 

ซึงลักษณะของการแก้ไขของผีโพงนั้นพวกมันมักจะใช้วิธีนำก้านกล้วยมาตัดเอาใบออกแล้วนำก้านกล้วยที่ไม่มีใบมาโยนข้ามหลังคาบ้านโดยมีการเชื่อกันว่านั่นคือการสาปแช่ง เพราะหากใครที่ถูกทำเช่นนั้นจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงแก่ความตายได้ ส่วนการสืบทอดการเป็นผีโพงนั้นจะมีการสืบทอดทายาทกันจากน้ำลายหากใครไปเผลอกินน้ำลายของผีโพงหรือโดนผีโพงพ่นน้ำลายเข้าไปก็จะกลายเป็นผีโพงทันที

 

ขอขอบคุณเว็บ  9luck ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานหนูน้อยหมวกแดงการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Posted on 6 เมษายน 20204 เมษายน 2020Categories ตำนานTags , , ,

 คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหนูน้อยหมวกแดงในตำนานที่เป็นสาวน้อยน่ารักใส่ซื่อบริสุทธิ์แต่ต้องเจอกับหมาป่าจอมชั่วร้ายแต่ในที่สุดก็สามารถปรับตัวเองออกมาจากภัยอันตรายที่จะได้รับกับรายได้โดยเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงนั้นเกิดขึ้นเมื่อหนูน้อยหมวกแดงทุกคุณแม่สั่งให้นำขนมไปเยี่ยมคุณยายซึ่งอาศัยอยู่ในป่าโดยคุณแม่สั่งให้หนูน้อยหมวกแดงนำขนมที่ทำขึ้นไปให้คุณยายรับประทานและหนูน้อยหมวกแดงต้องเดินทางไปคนเดียว

แม่จึงได้กำชับให้ระวังตัวระหว่างทางอาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นได้ซึ่งเธอก็รับปากคุณแม่เป็นอย่างดีแล้วระหว่างทางที่ไปบ้านของคุณนายเธอก็เจอกับหมาป่าตัวหนึ่งที่ต้องไปกินเธอแต่ด้วยความใสซื่อของเธอเธอจึงเล่าเรื่องราวว่าเธอกำลังจะเดินทางไปที่ไหนให้หมาป่าฟังทำให้หมาป่าฉุกคิดได้ว่าแทนที่จะกินเธอคนเดียวหมาป่า

ควรจะได้กินทั้งหลายของเธอและเธอด้วยเรื่องนั้นจึงได้เดินทางไปที่บ้านของคุณยายและกินคุณยายเข้าไปหนูน้อยหมวกแดงเดินทางไปถึงที่บ้านของคุณยายก็พบว่าคุณยายมีการคลุมผ้าไว้ค่อนข้างมิดชิดแต่ก็สงสัยในลักษณะของคุณยายที่แตกต่างกันออกไปเช่นใดมีฤทธิ์เร็วขึ้นอยู่ที่ยาวขึ้นยาวขึ้นเมื่อหนูน้อยหมวกแดงสงสัยก็ถามเอาไปชนหมาป่ารำคาญจึงได้แสดงตัวออกมาว่าตนเองเป็นหมาป่าและไม่กินคุณได้เข้าไปแล้ว

และในขณะที่หมาป่ากำลังจะกินหนูน้อยหมวกแดงมันเองก็มีนายพรานก็มาช่วยเหลือหนูน้อยหมวกแดงและได้ฆ่าหมาป่าไปหลังจากนั้นนายพรานและหนูน้อยหมวกแดงก็ผ่าท้องหมาป่านำคุณยายออกมาจากท้องหมาป่าซึ่งหมาป่าก็ได้ตายไปและคุณยายและหนูน้อยหมวกแดงก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข 

สำหรับนิทานเรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นปัจจุบันนิทานปรัมปราเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ทุกคนได้ดูจากการแสดงของนักแสดงโดยตรงแทนการฟังจากหนังสือนิทานและไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงนี้ก็ยังคงเป็นนิทานที่พ่อแม่สามารถนำมาเล่าให้กับลูกฟังก่อนเข้านอนได้

และไม่ว่าเด็กคนไหนที่นี่ฟังนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงนี้ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านิทานเรื่องนี้มีความสนุกและน่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆกันทุกคนซึ่งหลังจากที่ได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นนิทานหนูน้อยหมวกแดงก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ใหญ่ที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอีกด้วย 

สำหรับนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีนิทานเรื่องนี้ก็ยังเป็นนิทานอมตะเรื่องหนึ่งที่ใครได้ฟังก็ไม่เคยเบื่อเลยที่จะฟังซ้ำอีกจึงเรียกได้ว่านิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงคือนิทานในตำนานที่เราสามารถจดจำเรื่องราวของนิทานเรื่องนี้และมาเล่าให้ลูกหลานได้ฟังต่อไป 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame

ศิลปะกับการจินตนาการของเด็ก

Posted on 4 เมษายน 20202 เมษายน 2020Categories ศิลปะTags ,

จะเห็นได้ว่าเด็กๆนั้นล้วนแล้วแต่มีจินตนาการของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น จินตนาการเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นการคิดฝันว่าภาพในความใสซื่อของเด็กๆโดยการนึกคิดออกมาให้เป็นรูปแบบรูปร่างต่างๆสำหรับเด็กๆแล้วนั้นถือได้ว่าจินตนาการค่อนข้างที่จะสูงดังนั้นศิลปะกับจินตนาการของเด็กจึงเข้าคู่กัน

การที่เราให้เด็กวาดภาพต่างๆสามารถสื่อได้ถึงความนึกคิดของเด็กได้

จะเห็นได้ว่าการวาดรูปหรือการระบายสีหรือแม้แต่ทำกิจกรรมต่างๆรวมแล้วทำให้เด็กสามารถบ่งบอกถึงความนึกคิดของตัวเองได้หรือเป็นการชี้แนะแนวทางให้เด็ก ต่างนั้นมีวิธีการคิดหรือจินตนาการที่แตกต่างจากเราได้เป็นอย่างดีเด็กแต่ละคนมีความนึกคิดไม่เหมือนกันโดยสิ่งต่างๆนั้นอาจจะเกิดขึ้นจากนิสัยใจคอสภาพแวดล้อมหรือการเป็นอยู่ แต่ละคนซึ่งการเลี้ยงดูด้วยเช่นกันทำให้เด็กนั้นสามารถสร้างความคิดหรือจินตนาการของตัวเองออกมาได้ไม่เหมือนกัน

และนั่นก็ทำให้เด็กๆเหล่านั้นล้วนมีความคิดและจินตนาการเป็นของตัวเองโดยแต่ละคนก็มีการสร้างภาพวาดฝันในความคิดของตัวเองเป็นรูปแบบที่ตัวเองต้องการหรืออยากเป็นจะเห็นได้ว่าหากเรามีการสอบถามเด็กๆว่าโตขึ้นมายัง เด็กๆมักจะมีการตอบที่ค่อนข้างไม่เหมือนกันเพราะนั่นก็คือการคิดฝันหรือวาดภาพในจินตนาการของเด็กเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่เกิดจากความนึกคิดอยู่ในจิตใจหรือสภาพแวดล้อมของเด็กต่างๆที่มีความแตกต่างกันนั่นเอง

หากคุณอยากรู้ความคิดของเด็กๆเหล่านั้นว่าพวกเขามีจินตนาการไปถึงไหนสามารถทำได้โดยการให้เขาว่าหรือการทำอะไรก็ตามที่มันบ่งบอกถึงพฤติกรรมในความรู้สึกนึกคิดของเขาว่าพวกเขานั้นมีความรู้สึกเช่นไรศิลปะที่จะทำให้เด็กๆแสดงความนึกคิดของตัวเองออกมาได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือการวาดรูปหรือการปั้นดินน้ำมันเพราะเด็กๆเหล่านั้นมักจะมีจินตนาการที่ค่อนข้างแตกต่างกันออกไปดังนั้นการส่งผลในการวาดรูปหรือการปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปร่างต่างๆเป็นเรื่องราวต่างๆสามารถบ่งบอกถึงนิสัยหรือความคิดของเด็กเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีและการทำกิจกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้นดังนั้นศิลปะกับเด็กถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะดีเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามคุณควรที่จะให้เด็กของคุณหรือบุตรของคุณนั้นมีการวาดรูปหรือมีการเล่นในรูปแบบต่างๆที่มันเป็นความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็กให้ดีขึ้นและแถมยังเป็นการสร้างสมาธิให้เด็กเหล่านั้นอีกด้วยการทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กดังนั้นหากคุณมีเวลาว่างควรที่จะทำหรือให้เด็กเหล่านี้ฝึกการทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้บ้างเพราะมันเป็นการส่งเสริมให้มันสมองของเด็กได้มีการทำงานดีกว่าให้มานั่งเล่นเกมเพราะบางคนเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนจนติดจนเสียนิสัยหรือบางคนก็อาจจะไม่ทำอะไรเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์

ประเทศญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนประเทศอื่น

Posted on 29 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

สำหรับที่ญี่ปุ่นในมุมมองของเราในทุกวันนี้ซึ่งมันอาจจะเป็นการผสมผสานกันกับทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยผสมกับทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่คนอย่างพวกเรานั้นยากที่จะเข้าใจมันอย่างสุดๆแต่ถ้าอย่างไรก็ตามในความที่จะเข้าใจยากแบบนี้มันก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ชวนให้น่าค้นหาแต่มันจะมีอะไรนั้นมาดูกันเลย

ตู้ขายของหยอดเหรียญที่ขาย ทุกอย่าง

หากเราจะพูดถึงตู้ขายของสินค้าหยอดเหรียญแล้วหลายคนก็อาจจะคิดแค่ว่ามันก็ไม่ได้เห็นแปลกแต่ช้าก่อนเพราะที่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมันสุดแปลกจริงๆมันแปลกตรงที่ว่านอกจากคุณจะเจอนำหวานและน้ำอัดลมตามที่ตู้ต่างๆแล้วมันก็ยังมีขายอย่างอื่นอีกด้วยและนอกจากอาหารที่ได้ปรุงสำเร็จใหม่ๆมันก็ยังมีร่มมีเซ็กทอยและยังมีกางเกงในเป็นต้น 

Aokigahara ( Suicide Forest ) ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย

ป่าแห่งนี้ได้อยู่ใต้ของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมันได้เต็มไปด้วยต้นไม้ที่หนาแน่นมากจนไม่มีสัตว์ในป่าได้อาศัยอยู่มันจนทำให้ในป่าแห่งนี้เหงามากและจึงได้ทำให้คนจะนวนที่ประเทศญี่ปุ่นไม่น้อยต่างก็ได้เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ปปิดชีพของตัวเองที่นี้ยังได้เป็นที่ได้กล่าวขานว่าได้มีปีศาจและวิญญาณในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นวนเวียนอยู่ด้วยจากนั้นทางการรัฐบาลญี่ปุ่นก้ได้ออกมาแก้ไขเพื่อไม่ให้ผู้คนได้เข้าไปฆ่าตัวตายในพื้นที่ในป่าแห่งนี้โดยมีการติดป้ายเอาไว้มากมายตรงทางเข้าว่า  ครอบครัวของคุณรักคุณ เพื่อเป็นการเตือนสติแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจนทำให้สถานที่แห่งนี้ได้มีผู้คนเข้ามาตายเป็นอันดับที่สอง

Kancho

Kancho นั้นมันคือการแกล้งกันสำหรับระหว่างเด็กที่ประเทศญี่ปุ่นที่ในบางที่ที่อาจจะดูแล้วมันอาจจะเปนการคุกคามทางเพศได้เพราะมันคือการที่ทำใอให้เป็นรูปปืนและได้แทงเข้าไปที่ข้างหลังของเป้าหมายหรือคือการแทงเข้าไปที่ก้นนั่นเอง ซึ่งในหลายครั้งอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บกันได้เลยทีเดียวแต่นี่มันก็คือการแกล้งกันต่อๆกันมาในรุ่นสู่รุ่น

Mascot แสนน่ารัก

ก็คงจะไม่ต้องที่จะพูดอะไรกันมากกับเรื่องวัฒนธรรมของตัว Mascot แสนน่ารัก เพราะที่เรานั้นว่ามันแปลกไม่ใช่เรื่องอะไรแต่มันเป็นการที่คนในประเทศญี่ปุ่นนำเอา Mascot แสนน่ารัก นำเอามาเป็นตัวแทนเกือยจะทุกอย่างไม่ว่ามันจะเป็นข้อความที่จะส่งถึงผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาไม่ว่าจะซีเรียสสักแค่ไหนก็ยังสามารถที่จะเอาตัว Mascot แสนน่ารัก มาแทนได้ยกตัวอย่างเช่นรณรงค์การงดสูบบุหรี่ หรือ การรณรงค์การอพยพหนีไฟในรถใต้ดินเป็นต้น

3คำสาปที่ใครได้ครอบครองก็จะต้องมีอันเป็นไป

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

สำหรับเรื่องราวเหล่านี้ที่ใครต่อใครก็อาจจะต้องจบชีวิตลงด้วยสิ่งของที่ได้เอามาไว้ในครอบครองแต่เขานั้นก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งของเหล่านั้นมันมีคำสาปเอาไว้จะคนที่ได้เสียชีวิตไปแล้วและมันจะมีคำสาปของใครกันบ้างไปดูกัน

ตำนานคำสาปอาถรรพ์รอบโลก

คำสาปฟาโรห์แห่งอียิปต์ในปี1922 ได้มีนักโบราณคดีชาวอังกฤษโฮเวิร์ด สตาร์คก็ได้เข้าไปพบสุสานโบราณที่หุบผากษัตริย์อายุประมาณ1,400ปี ก่อนคริสต์ศักราช สุสานแห่งนี้ได้เป็นสุสานของฟาโรห์ที่ได้มีพระนามว่า ตุตันคามุน ได้เป็นกษัตริย์ราชวงค์ที่18 ได้ครองบัลลังก์แห่งอียิปต์หลังจากที่การถูกค้นพบจากนั้นก็ได้เกิดเหตุการที่ลึกลับเกิดขึ้นเมื่อทีมงานที่ได้ค้นพบสุสานได้เสียชีวิตและได้สูญหายรวมประมาณ22คนได้สาเหตุที่ดูแปลกๆ เช่น ป่วยไข้ตาย โดนฆาตกรรม หรือ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

จนได้มีการล้ำลือกันมาว่าได้โดนคำสาปแช่งของฟาโรห์เพราะได้เชื่อมโยงกับหลักฐานที่ได้พบเป็นข้อความที่ได้บันจุอยู่ในสุสานว่ามรณะจะโบยบินมาสังหารสู่ผู่ที่เข้ามารังควานสสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์ ซึ่งชาวอียิปต์โบราณต่างก็ได้เชื่อในคำสาปนี้มากเพราะพวกเขาได้มีศรัทธาในเรื่องของชีวิตในหลังของความตาย

คำสาปเพชร โฮป 

โครตเพชรอาถรรพ์ได้ว่ากันว่าพ่อค้าเพชนชาวฝรั่งเศษได้ขโมยมาจากหน้าผากของเทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย โดยชาวอินเดียได้เชื่อว่ามันผู้ใดที่ได้ขโมยหรือได้ครอบครองเพชรโฮปก็จะต้องประสบในความวิบัติทุกๆรายไปและในปี1668 พ่อค้าก็ไดนำเอามาทวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในความโชคร้ายก็ได้เข้ามาครอบงำพระราชวงได้รับภัยที่ร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสอยู่ตลอดและในเวลาต่อมาเพชรก็ได้ถูกเปลี่ยนมือไปอย่างหลายมือ

แต่ในทุกคนที่ได้ครอบครองก็ลวนแล้วแต่จะต้องกับกับความหายะนี้และจนในที่สุดเมื่อในปี1958 นายแฮรี่ วินตันเจ้าของเพชรคนสุดท้ายจึงได้ตัดสินใจที่จะเอาเพชรไปบริจากให้กับสถาบันสมิธโซเนียนที่วอชิงตัน ดีซีซึ่งทางเพชรโฮปก็ได้อยู่อย่างสงบที่นั่นจนมาถึงปัจจุบันนี้

คำสาปเตคัมเซ่ ผู้นำเผ่าอินเดียแดง

เตคัมเซ่ได้เป็นผู้นำเผ่าของอินเดียแดงเหตุได้เกิดมาจากอเมริกาสมัยประธานาธิบดีแฮริสันจากนั้นเขาก็ได้ยินครองในพื้นที่ของชนเผ่าของเตคัมเซ่ ที่ได้มีการสาปแช่งเอาไว้ว่าผู้ที่ได้เข้ามารุกรานและได้เข้ามายึดครองดินแดนของพวกเขาจะต้องตายกันทุกคนคำสาปเตคัมเซ่เป็นคำสาปหมายเลขศูนย์จะสําริดผลก็ต่อเมื่อเกิดการเลือกตั้งตามหลักประชาธิประไตในปีที่ลงท้ายด้วยหมายเลขศูนย์และได้มีระยะเวลาห่างกัน20ปี

คนแรกที่ได้ตกเป็นเหยื่อคำสาป วิลเลียม เฮนรี แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งในปี1880 เขาได้เสียชีวิตในที่ทำงานลินคอล์นได้รับเลือกตั้งในปี1860 และในชื่อทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกล้อมสังหารทั้งหมดเหตุการณ์ตัวอย่างเหล่านี้อเมริกาบางส่วนเชื่อวว่าได้เป็นคำสาปของเตคัมเซ่เมื่อเงื่อนไขตรงกันผู้นำก็จะต้องตาย